เรื่องเล่าจากห้องตรวจของเกาลัด ตอน ไม่รู้ว่าอยู่ในอารมณ์ไหน (ตอนจบ)

pic1(1)

อ่านเรื่องเล่าจากห้องตรวจของเกาลัด ตอน ไม่รู้ว่าอยู่ในอารมณ์ไหน (1) ได้ที่นี่

 

“คือทุกวันนี้… ดิฉันไม่รู้แล้วว่า ดิฉันอยู่ในอารมณ์ไหน หันไปมองหน้าตัวเองในกระจกก็เห็นแต่ยิ้ม ยิ้ม แล้วก็ยิ้ม” แม้ตอนจบประโยคนี้อยู่เธอก็ยังยิ้ม…

 

“คนบางคนชอบการตีกรอบ” ผมวางปากกา ปิดสมุด OPD และมองหน้าผู้ป่วย

 

“หลายคนใฝ่หาบรรทัดฐานในการ แสดงออกซึ่งอารมณ์และความคิด และยัดตัวเองลงไปนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ นางเอกไม่ตอบโต้” ขณะที่ผมค่อยๆอธิบายไป เธอพยักหน้ารับฟัง และค่อยๆ คลายยิ้มลง

 

“เราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ แต่เราถือว่าเราควบคุมการแสดงออกได้ ทีนี้คนเราก็เลยได้ใจ ควบคุมการแสดงออกกันใหญ่เลย” ถึงตรงนี้ เธอดูข้องใจเหมือนมีคำถาม “มีอะไรสงสัยหรือเปล่าครับ?” ผมปล่อยโอกาสให้เธอถาม

 

“ยังไงกันคะ ที่หมอพูด ดิฉันไม่เข้าใจ”

 

“เอางี้นะครับ สมมุติว่าคุณอยู่บนเครื่อง กำลังให้บริการผู้โดยสาร มีผู้โดยสารบางคนแสดงกริยาเสียมารยาทกับคุณ แต่คุณรู้ด้วยกรอบการบริการของคุณว่า ต้องยิ้มให้บริการ คุณก็จะยิ้มและให้บริการโดยไม่แสดงความขี้โกรธ

 

แล้วคุณก็เอาสิ่งนั้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน พอมีใครทำอะไรให้คุณไม่พอใจ คุณก็จะเอากรอบแบบนางเอกว่า นางเอกไม่โต้ตอบใคร นางเอกเป็นคนดีๆสวยๆ คุณก็จะบังคับการกระทำของคุณออกไปแบบนั้นคือยิ้ม และไม่ตอบโต้

 

ทีนี้ เมื่อ A ไป B แล้วก็ไป C หลายๆครั้งเข้า”…. ผมทิ้งช่วง เธอพยักหน้า

 

“ร่างกายคุณ สมองคุณก็เลยลัดวงจร A ไป C เสียเลย เพราะว่า B ซึ่งก็คืออารมณ์ของคุณ ไม่ว่าอารมณ์ไหน คุณก็เพิกเฉยและแสดงออกเป็น C ไปเสียหมด ดังนั้นสมองจะไปสนใจ B ทำไม”

 

“จุดนั้นแหละครับ คือจุดเริ่มต้นที่คุณทำ อารมณ์…หล่นหาย”

 

เธอ… พยักหน้า “จริงด้วยค่ะหมอ… หมอพูดถูกจริงๆ” … และเธอยังยิ้มต่อ

 

“หมอแก้ให้ไม่ได้ครับ ขอโทษจริงๆ” ผมส่ายหน้า

 

“แต่… สีหน้าของคนเราน่ะ เราสั่งการมันได้จริงๆแค่ 70% นะครับ อีก 30% ยังไงสีหน้าของเราก็ยังคงแสดงออกสื่อตรงมาจากสมอง มาจาก..อารมณ์อยู่ดี”

 

“หมออยากให้คุณ ไปค้นหาตัวตน อารมณ์ของคุณจาก 30% ที่เหลือบนหน้าดู… เมื่อคุณพบ คุณจะตามหาอารมณ์คุณเจอ อารมณ์ของคุณจะได้ไม่โดนทอดทิ้ง… และคุณจะกลับมาเป็นปกติครับ”

 

ผมส่งคนไข้ออกนอกห้อง และผมก็เดินไปฟิตเนสต่อ

 

เป็นการพบกันครั้งเดียวของผมกับเขา

 

ผมไม่รู้ว่าผมช่วยเหลืออะไรเขาได้บ้างไหม? ดูเขาพอใจและเห็นด้วยกับจุดจุดนี้

 

คนในสังคมสมัยนี้ เอาละคร เอาอะไรก็ไม่รู้มาเป็นมาตรฐานของตัวเองทั้งๆที่มันไม่เข้ากับตัวเองเลย เช่นจริงๆนิสัยเป็นนางร้ายก็ไปพับตัวเองอยู่ในกรอบนางเอก แล้วมันจะมีความสุขได้อย่างไรกัน บางครั้งที่น่าสงสารมากที่สุด คงจะเป็นตัวตนของอารมณ์จริงๆของเรา ที่เราทอดทิ้งไปนั่นเอง

 

เกาลัดไม่ได้ส่งเสริมให้คุณเป็นนางร้าย หรือคนร้ายๆ แต่เกาลัดจะขอร้องให้ อย่าทอดทิ้งอารมณ์ของคุณนะครับ

เพราะวันหนึ่งคุณอาจจะตามหามันไม่เจอในวันที่คุณอยากจะหาก็ได้ครับ

พบกันใหม่ใน “เรื่องเล่าจากห้องตรวจเกาลัด” ตอนต่อไปนะครับ