เรื่องเล่าจากบ้านหมอ ตอน ยาหลอก

15

ได้คุยกับคุณแม่ถึงเรื่องเกี่ยวกับการประเมินผลของยาว่า จะทราบได้อย่างไรว่ายาตัวนึงได้ผลหรือไม่ได้ผล?

แม่ : “ก็มีคนเขาใช้แล้วบอกว่าได้ผล ก็น่าจะได้ผลนะ”
หมอ : “รู้ได้ยังไงล่ะครับ ว่าเป็นผลจากตัวยาจริง ๆ? ไม่ได้คิดไปเอง?”

การประเมินผลการรักษาว่า “ดีขึ้น” หรือไม่ เป็นสิ่งสลับซับซ้อน
คนเรามีแนวโน้มที่จะเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ! และบางครั้งความเชื่อนั้นก็ฝังลึกในจิตใจโดยไม่ทันรู้ตัว ถ้าเชื่ออยู่ก่อนแล้วว่ายานั้น ๆ จะได้ผล ก็เรียกว่ายานั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง พอยาเข้าปาก ยังไม่ทันกลืนลงคอเลย บอกว่าดีขึ้นแล้ว

ทางการแพทย์จึงต้องมีการทดสอบให้แน่ใจก่อนจะยอมให้ยานั้นถูกนำมาใช้ได้ โดยแบ่งคนไข้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มได้ยาจริง
  • กลุ่มได้ยาหลอก

“ยาหลอก” อาจจะเป็นเม็ดแป้งหรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้มีฤทธิ์ในการรักษา (แต่รูปร่างลักษณะเม็ดยาเหมือนของจริงเป๊ะ)

และในการทดลองนั้นจะไม่ให้คนไข้รู้ว่าได้ยาหลอกหรือยาจริง และหมอที่รักษาเองก็ไม่รู้เช่นกัน

พอให้ประเมินผลการรักษาเสร็จแล้วจึงจะเฉลยได้ว่าตกลงแล้วเป็นยาหลอกหรือยาจริง

ถ้ากลุ่มที่ได้ยาจริงให้ผลพอ ๆ กับกลุ่มที่ได้ยาหลอก หรือดีกว่าไม่มาก ก็เป็นอันว่ายาตัวนั้นตกกระป๋องไป ไม่คุ้มค่าที่จะเอามาใช้ (เพราะใช้ไปก็เหมือนกินเม็ดแป้งธรรมดา)

บางครั้งยา(หรืออาหารเสริมอะไรต่อมิอะไร) ที่เราเชื่อจากปากคนอื่นมันก็อาจจะทำให้เรารู้สึก “เหมือนว่าดีขึ้น” ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้มีฤทธิ์อะไรในทางวิทยาศาสตร์เลย

นี่แหละครับความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ เราต้องไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ… อย่ายอมให้ “ยาหลอก” มัน “หลอก” เราได้นะครับ!

หมอสิทธิ์ อายุรกรรม
แผนกอายุรกรรมทั่วไป
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช