เรื่องน่ารู้กับภาวะปวดประจำเดือน

web4

เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดทางนรีเวช การปวดประจำเดือนอาจเริ่ม 48 ชั่วโมง ก่อนมีประจำเดือน และคงอยู่ประมาณ 2 วันของการมีประจำเดือน หรืออาจถึงวันสุดท้ายของการมีประจำเดือน อาการปวดจะรุนแรงใน 12 ชั่วโมงแรก ของการมีประจำเดือน

 

1. การปวดแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

การปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ

เป็นการปวดประจำเดือนที่ไม่ปรากฏพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน อาการปวดจะสัมพันธ์กับรอบประจำเดือนที่มีการตกไข่จะเกิดประมาณ 1-3 ปี ของระยะแรกของการมีประจำเดือนพบบ่อยที่สุดในช่วงอายุ 15-25 ปี บางรายอาจหายปวดหลังแต่งงานหรือมีลูกแล้ว

การปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ

เริ่มปวดหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกหลายปี เริ่มปวดก่อนมีประจำเดือน 1-2 สัปดาห์ และปวดจนถึงประจำเดือนหยุด 2-3 วัน  มักจะเป็นการปวดประจำเดือนที่เกิดจากการมีพยาธิในสภาพอุ้งเชิงกราน เช่น เยื่อมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกในมดลูกปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง หรือความผิดปกติแต่กำเนิดของมดลูก ปากมดลูกหรือช่องคลอด

2. การปฏิบัติตัวก่อน-หลัง

การดูแลตนเองเมื่อปวดประจำเดือน

  • ถ้าปวดไม่มาก ทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด เวลาปวด ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่งโมง หรือใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต้าน Prostangladins
  • ถ้าปวดมาก ให้นอนพัก ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหน้าท้อง และทานยาตามที่แพทย์ ควรทานเมื่อประจำเดือนเริ่มมา หรือเริ่มปวดอย่าปล่อยให้ปวดมาก และทานยาต่อเนื่อง 2-3 วัน หรือจนกว่าจะหายปวด
  • ถ้าปวดมากขึ้นผิดปกติจากเดิมควรมาพบแพทย์
  • ในรายที่เป็นอยู่ประจำ อาจให้ทานยาเม็ดคุมกำเนิด หรือฉีดยาคุมกำเนิด เพื่อไม่ให้มีการตกไข่ จะช่วยให้หายปวดได้
  • ถ้าอาการปวดไม่หาย ควรพบแพทย์เพื่อ ตรวจภายใน และทำการตรวจพิเศษ เช่น อัลตราซาวด์ การใช้กล้องส่องตรวจช่องท้อง (Laparoscope) เพื่อค้นหาสาเหตุและให้การรักษาต่อไป เช่น การใช้ยาหรือ การผ่าตัดตามสาเหตุที่พบ

การปฏิบัติตัว

  1. อาหาร ควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพซึ่งประกอบด้วยธัญพืช ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารมันและ อาหารสำเร็จรูป ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแดง นม และอาหารเค็ม ควรรับประทานเนื้อปลา
  2. ควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอจะทำให้สุขภาพดีขึ้น
  3. การฝังเข็มและการใช้โยคะสามารถลดอาการปวดประจำเดือนได้
  4. การดูแลสุขอนามัย ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ไม่ควรใช้น้ำหอมบริเวณดังกล่าวเนื่องจากระคายต่ออวัยวะเพศ
  5. ไม่ควรสวนล้างช่องคลอดเนื่องจากจะทำให้ติดเชื้อได้

3. ประโยชน์และผลเสียที่อาจเกิดขึ้น

  1. ขณะที่มี Premenstrual syndrome จะทำให้โรคหลายโรคกำเริบ เช่นโรคปวดศีรษะไมเกรน โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคลมชัก โรค SLE
  2. ผลเสียทางอารมณ์ทำให้มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน บางคนอาจจะมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง

4. ผลที่ได้รับหากไม่ทำการรักษา

ถ้าปวดอย่างรุนแรง และก็ปวดทุกเดือน มีความเสี่ยงสูงต่อโรคร้ายอย่างเช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อให้การรักษาต่อไป