เทคนิคกระตุ้นลูกให้พูด

กระตุ้นลูกให้พูด

สมองส่วนการฟังและสมองส่วนพูดไม่ได้เป็นชิ้นเดียวกัน นั่นหมายความว่า หากเด็กฟังได้เข้าใจดี ก็ไม่ได้แปลว่าจะพูดได้ และไม่ได้แปลว่า ฟังเก่งๆแล้วจะพูดเก่งๆ

“ดังนั้นการกระตุ้นจึงต้องโฟกัสไปยังสิ่งที่เราต้องการก่อน”

เด็กอายุประมาณ 8 เดือนขึ้นไป ( ช่วงที่เขาจำชื่อตัวเองได้ ซึ่งแปลว่าสมองส่วนฟังกำลังทำงานมาก) เราจะพุ่งไปที่การกระตุ้นฟังมากกว่าการกระตุ้นลูกพูด แต่ลูกจะต้องเข้าใจหลักการสื่อสารด้วย นั่นคือ เมื่อลูกฟังแล้ว ลูกต้องตอบสนองออกมาด้วยภาษาท่าทางแทนการพูดในช่วงนี้ จึงจะถือว่าถูกต้อง เพราะเด็กที่พูดได้มากอาจจะสื่อสารไม่ได้

ยกตัวอย่าง: เด็กออทิสติกที่พูดได้แล้ว เด็กสามารถนั่งพูดคนเดียวได้เป็นประโยคยาวๆ เช่น “สวนสัตว์ ช้าง ม้า ลิง กินข้าว นั่งรถ” แต่ไม่สามารถสื่อสารกับหมอได้ เมื่อหมอตั้งคำถามว่า “ไปกับใครบ้างค่ะ”

ภาษาคือสื่อกลาง เป็นได้ทั้งภาษาพูดและภาษาท่าทาง ส่วนการสื่อสารคือ การนำภาษานั้นมาเชื่อมโยงกับคนอื่น

วัยเล็กๆนี้แนะนำให้เล่นแบบมีปฏิสัมพันธ์

เช่น จ๊ะเอ๋ ซ่อนของ หรืออ่านนิทาน (อ่านเทคนิคการเล่านิทานในนี้) หรือจะร้องเพลงเด็ก ท่องอาขยานก็ได้ เน้นร้องซ้ำๆ และเล่นซ้ำๆ

เพราะเด็กใช้เวลาในการบันทึกเสียงที่ได้ยิน หากมีการซ้ำ จะทำให้การบันทึกนั้นแม่นยำขึ้น รวมทั้งขยันคุยกับลูก และควรเป็นการคุย 2 ทางแบบที่ทำอย่างในนิทาน (เพราะการสื่อสารย่อมต้องมี 2 ทางเสมอ)

ควรตั้งคำถามให้ลูกตอบ และเราเฉลยด้วยการชี้บอก

เช่น “คนไหน แม่” และชี้ไปที่คุณแม่ จริงๆพวกเราก็ทำกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสอนลูกโบกมือบ๊าย บาย เมื่อเราบอกลูกว่า “บ๊าย บาย” หรือการ พนมมือไหว้ เมื่อเราบอกให้ลูกสวัสดี เรากำลังฝึกสมองส่วนฟังและการสื่อสารออกมาด้วยภาษาท่าทางอยู่ อย่างไรก็ตามให้เพิ่มคำศัพท์เข้าไปมากๆในชีวิตประจำวัน เช่น “นกอยู่ที่ไหน” “กล้วยอยู่ไหน” พี่พราวอยู่ไหน” ฯลฯ และอย่าลืมเช็คด้วยว่ามีการฟังอย่างเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เราพูดอยู่ฝ่ายเดียว ด้วยการพยายามรอให้ลูกชี้ตอบ หากลูกไม่ทำให้เราเฉลย เราอาจชี้เองหรือจับมือลูกชี้ก็ได้

เมื่อการฟังและการตอบสนองของลูกมากพอ ลูกก็จะมีคำศัพท์ในหัวมากมาย ใครที่ฝึก flash card ด้วยก็ยิ่งมีมากเข้าไปอีก (หมายถึงเคสที่เล่น flashcard แล้วมีการหยิบภาพได้ถูกแล้วนะค่ะ) เด็กกลุ่มนี้ มักมีการเล่นเสียงหรือพูดภาษาเด็กอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เด็กเงียบแบบที่ไม่ค่อยได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมาเลย ทั้งนี้ เพราะเด็กที่มีการบันทึกเสียงอย่างเข้าใจไปในสมองอยู่ตลอดเวลา จะมีการถอดรหัส และเปล่งเสียงออกมาเป็นภาษาเด็กเหมือนเป็นการซ้อมพูดนั่นเอง (ภาษาเด็กเป็นสิ่งปกติ ถือเป็นการซ้อมพูด จากคำไม่มีความหมายเป็นคำมีความหมาย แต่จะผิดปกติเมื่อมันยังคงอยู่นานไม่มีการเปลี่ยนเป็นคำที่มีความหมายสักที ซึ่งมักพบในเด็กออทิสติก)

นอกจากนี้ สิ่งที่เด็กได้จะไม่ใช่แค่การฟัง เข้าใจ ชี้ถูก แต่ยังได้จังหวะของการสื่อสารด้วย

จังหวะในการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ทุกคนมักลืม

เมื่อคนหนึ่งพูด อีกคนต้องหยุด และเมื่อได้ยินว่าเขาพูดเสร็จแล้ว ก็ถึงตาเราพูด จังหวะสลับกันเงียบ สลับกันพูดนี้ ก็เป็นสิ่งที่เด็กเรียนรู้เข้าไปด้วย เมื่อเด็กเข้าใจแล้วว่า เมื่อสิ้นสุดคำถาม “กล้วยอยู่ไหน” แล้ว เขาถึงชี้ไปที่กล้วยได้ ก็เท่ากับว่า เมื่อเราตั้งคำถามที่ยากขึ้น คือ คำถามกระตุ้นการตอบ เช่น “นี่อะไร” แล้วเราเงียบมองหน้าลูก ลูกก็จะเก็ททันทีว่า นี่คือตาหนูแล้ว เขาก็จะมองหน้าเรา (คล้ายๆกับจะบอกว่าสอนหนูหน่อย) เราก็สามารถกระตุ้นลูกพูดด้วยการพูดช้าๆ ชัดๆ ว่า “กล้วย”

เด็กที่เข้าใจจังหวะการสื่อสารคือเด็กที่พร้อมถูกกระตุ้นพูด ถึงคราวนี้ เราสามารถใส่คำศัพท์เข้าไปได้ไม่ยากแล้ว!!

เมื่อเราเฉลยกับลูกว่า “กล้วย” แล้วเงียบ ลูกก็รู้ว่าจังหวะนี้ตาหนู ลูกจะออกเสียงตาม ในครั้งแรกของการออกเสียง เด็กอาจพูดไม่ชัด ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อเด็กได้พูดบ่อยๆก็จะทำให้ชัดขึ้น

ปัญหาที่หมอพบบ่อยๆ คือ พ่อแม่ส่วนใหญ่กระตุ้นลูกพูด โดยที่ลูกยังไม่รู้จังหวะในการสื่อสารเลย ทำให้การกระตุ้นพูดกลายเป็นบังคับพูด ซึ่งไม่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้เด็กต่อต้านมากขึ้น พาลจะปิดปากแน่นกว่าเดิมอีก

นอกจากนี้ตอนที่เด็กพูดภาษาเด็ก เราก็ควรช่วยเปลี่ยนเป็นคำที่มีความหมายด้วย เช่น เด็กพูด “มำ มำ” เราก็เปลี่ยนเป็น “หม่ำๆ” ตอนที่กำลังป้อนอาหาร

การร้องเพลงก็สามารถกระตุ้นทักษะด้านภาษา เช่น หมอร้องเพลง “เต่า เต่า เต่า เต่ามันมี 4 ขา 4 ตีนเดินมา มันทำหัวผลุบๆโผล่ๆ” หมอมักร้องเพลงนี้ เมื่อเราพลิกนิทานมาเจอภาพเต่า (เด็กจะชอบมาก เสียงร้องเพลง) ทุกครั้ง พริมจะชี้ไปที่ภาพเต่า มองหน้าหมอ รอหมอร้อง แล้วเธอก็โยกตัว การรู้จังหวะว่า เดี๋ยวจะมีเสียงเพลงเกิดขึ้น แปลว่า เด็กฟังและบันทึก รวมทั้งสื่อสารออกมาด้วยภาษาท่า (ชี้ โยกตัว ยิ้ม)

เมื่อมีการฟัง บันทึกและยิ่งหากชอบใจด้วย จะทำให้มีการเปล่งเสียงออกมาโดยที่เราไม่ต้องไปกระตุ้นเลยด้วยซ้ำ เช่น หลังจากหมอร้องอยู่หลายๆวัน และลูกติดใจ หมอก็ใช้เทคนิคลดคำ คือ หมอร้อง “เต่า เต่า เต่า เต่ามันมี 4 ขา 4 ตีนเดินมา มันทำหัว………..” เมื่อหมอเงียบตรงคำท้าย พริมที่มองหน้าหมอและโยกตัวอยู่ก็เริ่มทำปากขยับ “โผะๆๆๆ” หมอยิ้มแก้มปริ เพราะพริมพยายามเติมคำแต่คำนี้มันยากจริงๆ เสียงที่ออกมาจึงน่าเอ็นดูมาก

การออกเสียงต่อท้ายของพริมคือการถอดเสียงตรงไปตรงมา ไม่ได้สื่อความหมายอะไร หรือพูดง่ายๆว่า พูดตามที่ได้ยินแต่ไม่รู้ความหมาย แต่นี่ก็เป็นขั้นตอนปกติของการฝึกพูดของเด็ก

โดยสรุป คือ กระตุ้นการสื่อสาร 2 ทาง โดยเน้นที่การฟังอย่างเข้าใจและตอบสนองออกมาด้วยภาษาท่าทาง กระตุ้นลูกให้พูดตามเมื่อลูกรู้จังหวะการสื่อสารแล้ว(รู้ว่าสลับเงียบ สลับคุย) จะประสบความสำเร็จสูงกว่า อย่าบังคับพูด รวมทั้งมีการร้องเพลงหรือท่องอาขยานแล้วใช้เทคนิคลดคำก็เป็นอีกทางที่จะช่วยเพิ่มคำศัพท์ เพิ่มช่องทางสื่อสารแบบมีความสุขและสนุก

พ.ญ. เสาวภา พรจินดารักษ์
พัฒนาการเด็กและพฤติกรรม
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช