เคล็ดลับดูแลคุณแม่หลังคลอด (ตอนที่ 1)

mother_large

 

คงต้องกล่าวยินดีสำหรับคุณแม่ที่ได้ผ่านพ้นการคลอดมาอย่างปลอดภัย และได้ลูกน้อยที่แสนจะน่ารักมาเชยชมสมใจ เพราะเมื่อลูกน้อยเกิดขึ้นมา คุณแม่ต้องทุ่มเทเอาใจใส่เลี้ยงดู แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะลุกขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัว ทำงานบ้านหรือแม้กระทั่งเลี้ยงลูกเพราะร่างกายที่รบหนักตอนคลอด จะต้องอาศัยการดูแลรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อกลับคืนสุขภาพปกติได้เร็วที่สุด

 

ดังนั้นคู่มือเคล็ดลับดูแลคุณแม่หลังคลอดจะช่วยให้คุณแม่เบาใจและเข้าใจถึงสภาวะหลังคลอดได้มากขึ้น ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โภชนาการภายหลังการคลอดภาวะผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเกร็ดเล็กๆน้อยๆในเรื่องการดูแลลูกให้คุณแม่ปฎิบัติตามได้อย่างสะดวกอีกด้วย

 

จากเนื้อหาสาระที่เลือกสรรมานี้ เพื่อคุณค่าและประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคุณแม่และลูกน้อยให้เติบโตมาอย่างมีสุขภาพที่ดี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด อยู่ในครอบครัวที่มีความสุข โดยเริ่มจากการดูแลคุณแม่ที่ให้กำเนิดชีวิตไร้เดียงสาก่อน ลูกน้อยจึงจะเติบโตมาเป็นเด็กที่มีประสิทธิภาพ และอยู่ในสังคม ที่มีความสุขในอนาคตได้ต่อไป

 

ตกเลือด

การตกเลือดหลังคลอด มีทั้งการตกเลือดทันที คือภายใน 24 ชั่วโมง และการตกเลือดหลังคลอดหลังจากนั้นไปจนถึง 6 สัปดาห์ การตกเลือดทันทีหลังคลอดอาจเกิดจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดี การฉีกขาดของช่องคลอดการมีเศษถุงน้ำคร่ำ หรือเศษรกตกค้างอยู่ในโพรงมดลูก รกฝังตัวแน่นผิดปกติ และการแข็งต้วของเลือดผิดปกติในขณะที่สาเหตุใหญ่ๆ ของการตกเลือดที่เกิดขึ้นหลัง 24 ชั่วโมง ถึง 6 สัปดาห์หลังคลอดเกิดการติดเชื้อ การมีเศษรกหรือเศษถุงน้ำคร่ำค้างอยู่ในโพรงมดลูก และการติดเชื้อบริเวณฝีเย็บ โดยจะมีอาการเป็นไข้ ปวดท้องน้อย น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น และมีเลือดออกหรือหากน้ำคาวปลาที่เคยเปลี่ยนจากสีแดงจางลงแล้วเป็นสีแดงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นก้อนเลือดคุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อดูแลรักษาก่อนที่จะตกเลือดหรือมีอาการอักเสบมากกว่าเดิม

 

การเคลื่อนไหวร่างกายหลังคลอด

คุณแม่คนใหม่ต่างมีความกังวลใจว่าหลังคลอดจะเดินเหินไปไหนมาไหนได้เมื่อไร และจะดูแลร่างกายตัวเองอย่างไร สิ่งเหล่านี้ยังค้างคาใจคุณแม่อยู่ จึงไม่กล้าลุกนั่งหรือเคลื่อนไหวร่างกายไปไหน กลัวจะเจ็บป่วยมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดเพราะภายหลังคลอดคุณแม่สามารถเคลี่อนไหวร่างกายปฎิบัติตัวช่วยเหลือตัวเองได้ โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้

คุณแม่บางท่านพอคลอดแล้วมักจะนั่งๆ นอนๆ อยู่แต่บนเตียงไม่เคลี่อนไหวไปไหนเลย ทั้งๆที่ไม่มีการห้ามคุณแม่เคลื่อนไหวหรือเดินไปไหน ตรงกันข้าม กลับมีแต่จะส่งเสริมให้คุณแม่ลุกนั่งหรือเดินไปเข้าห้องน้ำเองบ้าง เนื่องจากการเคลี่อนไหวร่างกายจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นแข็งแรง กระเพาะปัสสาวะและระบบทางเดินอาหารทำงานดีขึ้น และน้ำคาวปลาไหลสะดวก และลดอุบัติการลิ่มเลือดอุดตัน มีเพียงข้อระวัง 2 ข้อเท่านั้น คือ ในขณะคลอด คุณแม่จะเสียเลือดไปมากกว่าปกติ ดังนั้นหลังคลอดใหม่ๆ ควรระวังอาการหน้ามืดเป็นลม ที่จะเกิดขึ้น อีกข้อคือมดลูกเพิ่งจะผ่านการทำงานมาอย่างหนัก หากคุณแม่เคลี่อนไหวร่างกายขอให้พึงไม่ให้กระทบกระเทือนต่อมดลูก เช่นห้ามกระโดด ยกหรือหิ้วของหนัก เป็นต้น

 

การรักษาความสะอาดของร่างกาย

ถ้าคุณแม่คลอดเอง ก็สามารถอาบน้ำสระผมได้ตามปกติ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องการลื่นล้มเพราะร่างกายที่อ่อนเพลียอาจทำให้หน้ามืดเป็นลมล้มได้ง่าย แนะนำให้อาบน้ำชนิดใช้ฝักบัวหรือตักอาบ ไม่ควรอาบน้ำแบบแช่ในอ่างจนกว่าจะได้ตรวจหลังคลอด

 

ถ่ายปัสสาวะไม่ออก

คุณแม่หลายคนสงสัยว่าหลังคลอดทำไมพยาบาลมักถามว่า “ปัสสาวะหรือยังคะ” หรือบอก “ให้พยายามถ่ายปัสสาวะหน่อยนะค่ะ” เพราะตามปกติหลังคลอดประมาณ 1-2 วัน คุณแม่มักจะถ่ายปัสสาวะไม่ออกสาเหตุก็มาจากขณะคลอด ท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะจะถูกศีรษะของมดลูกกดอยู่ จนทำให้บวม ยิ่งพอคลอดแล้วคุณแม่ก็หมดแรงที่จะเบ่ง ทำให้ปัสสาวะคั่งค้างอยู่มาก มดลูกจะลอยตัวอยู่สูงไม่หดรัดตัวจนเป็นเหตุให้เกิดการตกเลือดหลังคลอดได้

 

ริดสีดวงทวาร

คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เป็นริดสีดวงทวารกันมาก สาเหตุเนื่องมากจากการแบ่งคลอดและการที่หัวเด็กไปกดทับแถวลำไส้และทวารหนัก ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี เส้นเลือดก็โป่งพองออกมาบางคนเป็นก้อนโผล่ออกมาทางทวารหนัก ทำให้คุณแม่ถ่ายอุจจาระยาก เจ็บ และอาจมีเลือดไหลถ้าก้อนเนื้อบวมมาก แพทย์อาจให้ยาลดอาการบวมและอักเสบ คุณแม่ควรรับประทานผักและผลไม้มากๆ และดื่มน้ำให้พอเพียงเพื่อให้สามารถขับถ่ายได้ทุกวัน แต่ถ้าหลังจาก 5-6 สัปดาห์หลังคลอดไปแล้ว ก้อนเนื้อยังบวมปูดอยู่ คุณแม่คงจะต้องไปปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อรักษา

 

ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

อาการผิดปกตินี้พบได้บ่อย ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงที่มาจากการที่ในระยะตั้งครรภ์ คุณแม่ปวดปัสสาวะแล้วไม่ไปถ่ายออกเพราะในช่วงตั้งครรภ์ไตจะกรองน้ำปัสสาวะมากขึ้นกว่าปกติ เมื่อถ่ายไม่ออกมากระเพาะปัสสาวะจะมีน้ำคั่งค้างอยู่มาก และน้ำปัสสาวะก็มีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียปนอยู่ เมื่อน้ำปัสสาวะคั่งค้างอยู่มากเชื้อโรคก็เพิ่มมากขึ้นด้วย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการอักเสบของปัสสาวะได้ และน้ำปัสสาวะที่มีเชื้อโรคมากนั้น สามารถไหลย้อนกลับเข้าไปยังไตทำให้เกิดการอักเสบได้เช่นเดียวกัน อาการที่พบได้คือมีไข้ ปวดหลังบริเวณชายโครงข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง หนาวสั่น ปัสสาวะแล้วแสบขัด หากมีอาการเช่นนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาได้ทันท่วงที หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจทำให้โรคไตอักเสบเรื้อรังได้

 

การดูแลแผลผ่าตัดหน้าท้อง

ถ้าคุณแม่คลอดโดยการผ่าตัดยังไม่สามารถอาบน้ำได้ในช่วงแรก เพราะแผลผ่าตัดจะเปียกอาจทำให้ติดเชื้อและเกิดการอักเสบ ต้องเช็ดตัวอยู่ประมาณ 7 วัน แต่หลังจากแพทย์ตัดไหมแล้วถัดไปอีกวันก็อาบน้ำได้ตามปกติ หลังอาบน้ำก็ใช้เพียงผ้าสะอาดธรรมดาเช็ดแผล ไม่จำเป็นต้องใช้แอลกอฮอล์ หรือไปทำแผลใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญไม่ควรแกะสะเก็ดแผลเด็ดขาด ปล่อยให้หลุดไปเองจะดีที่สุด

 

ดูแลแผลฝีเย็บ

การดูแลแผลฝีเย็บไม่ยากเลยคุณแม่เพียงล้างด้วยน้ำต้มสุกอุ่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างแผลเป็นพิเศษแล้วซับให้แห้ง หมั่นเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เพื่อความสะอาดและสุขภาพอนามัยที่ดี ประมาณ 5-6 วันแผลก็ติดกันและแห้งได้เอง ส่วนการดูแลหลังการขับถ่ายอุจจาระนั้น คุณแม่ควรใช้กระดาษชำระเช็ดไปทางด้านหลัง เพราะการเช็ดมาทางด้านหน้าจะทำให้เชื้อโรคมาปนเปื้อนบริเวณแผล ทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย การดูแลแผลฝีเย็บอย่างถูกต้องจะป้องกันปัญหาการอักเสบติดเชื้อได้

 

ร่วมเพศหลังคลอดบุตรได้เมื่อไรและจะอันตรายหรือไม่

เรื่องนี้หลายคนยังสงสัยกันมาก และมีความเข้าใจที่ผิดๆ จึงขออธิบายให้เข้าใจว่าส่วนใหญ่แล้วหลังคลอด แพทย์มักจะให้งดการร่วมเพศ จนกว่ามาตรวจสุขภาพ 6 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อดูว่าทุกอย่างปกติเรียบร้อยดี แต่ไม่ได้เป็นเช่นนี้ทุกคน คุณแม่บางคนน้ำคาวปลาหมดแผลที่ช่องคลอดก็หายดี และไม่เจ็บปวดเมื่อเริ่มเพศแล้วก็จะไม่ทำให้เจ็บปวดเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถทำได้หลังจากคลอดแล้วอย่างน้อย 1 เดือน แต่ถ้าหากมีการร่วมเพศก่อนไปตรวจสุขภาพหลังคลอด 6 สัปดาห์ คุณแม่ก็ควรระวังว่าอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ต่อไป เพราะบางคนมีไข่ตกแล้วโดยเฉพาะคุณแม่ที่ไม่ได้ให้ลูกกินนม จึงควรจะเตรียมการเรื่องคุมกำเนิดทันที

 

เป็นไข้

หากหลังคลอดคุณแม่รู้สึกมีอาการคล้ายจะเป็นไข้ต่ำๆ อย่าวิตกกังวลถือเป็นเรื่องปกติ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนเลือดในระหว่างคลอด ซึ่งอาการคล้ายเป็นไข้หนาวสั่น ตัวร้อนรุมๆนี้จะค่อยๆหายไปเอง เมื่อระบบไหลเวียนของเลือดปรับตัวสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าหากมีไข้สูงก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้น เช่น เป็นไข้หวัด แผลอักเสบ มดลูกอักเสบ หรือเต้านมอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

ดังนั้น หากมีไข้และสงสัยว่าจะเกิดจากอาการแทรกซ้อน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตูที่แท้จริง และจะได้ทำการรักษาก่อนที่อาจจะลุกลามมากขึ้น

 

เจ็บฝีเย็บหรือแผลผ่าตัดทางหน้าท้องมาก

คุณแม่ที่คลอดลูกน้อยด้วยการคลอดทางช่องคลอด หรือการผ่าตัดทางหน้าท้องมักมีอาการปวดแผล คุณหมอจะสั่งยาแก้ปวดหรือพาราเซตามอลให้เพื่อบรรเทาอาการปวด โดยส่วนใหญ่แล้ว อาการปวดจะทุเลาลงเรื่อยๆ ทุกวันแล้วจะหายไปภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากว่าคุณแม่กลับบ้านแล้วยังปวดแผลมากหรือแผลลักษณะบวมแดง กดแล้วรู้สึกเจ็บมีน้ำ หรือหนองไหลจากแผลควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะแผลฝีเย็บหรือแผลผ่าตัด อาจจะเกิดการอักเสบได้

 

การพักผ่อนร่างกายหลังคลอด

การพักผ่อนร่างกายหลังคลอดของคุณแม่เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เพื่อให้ร่างกายที่ทำงานหนักในขณะคลอดได้ฟื้นตัว และคุณแม่ต้องเลี้ยงลูกเองก็ยิ่งจะพยายามหาโอกาสพักผ่อนในช่วงที่ลุกนอนหลับให้มากขึ้น

ช่วงสองสามอาทิตย์แรก การดูแลบ้านควรปล่อยเป็นหน้าที่ของสามีหรือผู้ช่วยมาทำแทน สิ่งที่คุณแม่ควรกระทำ คือทำความคุ้นเคยกับลูก และฝึกฝนการให้นมลูกอย่างถูกวิธี

 

อาหารประเภทไหนที่ต้องให้ภายหลังคลอด

อาหารที่คุณแม่ได้รับในช่วงนี้ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัดและมีกากใยมากเพื่อลดอาการท้องผูก อาหารรสจัดมากอาจทำให้ท้องเสีย ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกที่กินนมแม่ท้องเสียตามไปด้วย ดังนั้น เพื่อสุขภาพทั้งของคุณแม่และลูกน้อย คุณแม่จึงควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควรได้รับแคลเซียมจากนม ปลาเล็ก ปลาน้อยและผักใบเขียวเพิ่มรวมถึง ควรดื่มนมให้สม่ำเสมอ และรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นด้วย แต่หากคุณแม่น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ก็ควรงดอาหารที่มีไขมัน หรือ ของหวานเช่น ไอศครีมและของหวานต่างๆ ที่สำคัญควรดื่มน้ำให้มากๆ เพราะถ้าร่างกายคุณแม่ขาดน้ำน้ำนมก็จะแห้งไปด้วย ปฎิบัติง่ายๆแค่นี้สุขภาพของคุณแม่ก็จะดี และลูกน้อยที่กินนมคุณแม่อยู่ก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนสมบูรณ์ไปด้วย

คุณแม่ควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เ พราะมีผลกระทบกับน้ำนมและส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อย และไม่ควรรับประทานยาดองเหล้าหรือยาขับน้ำคาวปลาทุกชนิด ทั้งนี้เพราะน้ำคาวปลามากหรือน้อยขึ้นกับขนาดโพรงมดลูก ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยาขับน้ำคาวปลาอาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาหรือเป็นอันตรายต่อมารดา

 

อาการผิดปกติแบบไหนเตือนให้คุณแม่ระวัง

นอกจากความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายที่เป็นปกติแล้ว คุณแม่ควรจะหมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เพราะหากปล่อยไปโดยคิดว่า “ไม่เป็นอะไรหรอกเดี๋ยวก็หาย” อาจทำให้อาการดังกล่าวร้ายแรงขึ้นและแก้ไขไม่ได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของคุณแม่เองได้ ดังนั้นจึงควรรู้จักและทำควรเข้าใจกับอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เพื่อป้องกันและแก้ไขได้ทันท่วงที

 

เมื่อไรประจำเดือนจะมา

ถ้าไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ประจำเดือนจะเริ่มมีภายใน 6-8 สัปดาห์ หลังคลอดประจำเดือนครั้งแรกอาจจะมาไม่มากนัก แต่ถ้าให้นมบุตรประจำเดือนมักจะมาช้ากว่า บางรายไม่มีประจำเดือนเลยขึ้นกับว่าให้นมบุตรมากน้อยแค่ไหน คุณแม่ที่ให้นมบุตร บางรายมีประจำเดือนในเดือนที่ 2 บางรายช้าถึงเดือนที่ 18 หลังคลอด

คุณแม่หลังคลอดสามารถคุมกำเนิดได้โดยไม่ต้องรอให้มีประจำเดือนมาก่อน ควรเริ่มคุมกำเนิดหลังการตรวจร่างกายเมื่อครบ 6 สัปดาห์หลังคลอด เนื่องจากพบว่าประมาณร้อยละ 10-15 ของคุณแม่ที่ไม่ให้นมบุตรจะมีไข่ตกภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด และร้อยละ 30 จะมีตกไข่ภายใน 90 วันหลังคลอด ส่วนคุณแม่ที่ให้นมบุตร การตกไข่เกิดขึ้นได้เร็วถึง 49 วันหลังคลอด

 

การใช้ยาในระยะหลังคลอด

สิ่งที่คุณแม่จะต้องหลีกเลี่ยงในระยะหลังคลอดให้มากที่สุด คือการใช้ยาที่ส่งผลกระทบต่อลูกน้อยวัยแรกเกิด โดยเฉพาะในช่วงที่คุณแม่กำลังให้นมลูก เนื่องจากมียาบางชนิดที่รับประทานแล้วอาจถูกขับออกมาทางน้ำนมแม่ เช่นยาถ่าย ยาระบาย ซึ่งคุณไม่ควรซื้อมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจจะทำให้ลูกที่รับประทานนมแม่ได้รับผลกระทบจากการเกิดอาการท้องเสียได้ ดังนั้นการรับประทานยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยทั่วไปคุณแม่ที่เพิ่งคลอดใหม่ๆ แพทย์จะให้รับประทานยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ รวมไปถึงวิตามินแคลเซียมและธาตุเหล็ก ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และสร้างเม็ดเลือดที่สูญเสียไปในการคลอด ส่วนแคลเซียมจะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน ทำให้คุณแม่ไม่เป็นตะคริวหรือฟันผุได้ง่าย ทั้งยังช่วยชดเชยแคมเซียมที่คุณแม่ต้องเสียไป ในระหว่างการให้นมลูกและวิตามินบางส่วนยังสามารถหลั่งออกทางน้ำนม ทำให้ลูกน้อยได้รับประโยชน์จากวิตามินได้ด้วย

 

น้ำคาวปลา

น้ำคาวปลา คือ เลือดและเนื้อเยื่อที่ออกมาจากมดลูก หลังคลอดจะออกมามากและมีสีแดงสดในระยะแรก หลังจากนั้นสีจะจางลงคล้ายสีของน้ำล้างเนื้อและมีปริมาณน้อยลงจนกลายเป็นมูกสีเหลืองๆ และมักหมดไปภายใน 2-3 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านี้เล็กน้อย ในช่วงที่น้ำคาวปลาออกมากใน 2-3 วันแรกนี้ คุณแม่ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เพื่อความสะอาดและสุขอนามัยที่ดี

 

น้ำหนักตัว

จากที่เคยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากในขณะตั้งครรภ์ เมื่อหลังคลอดน้ำหนักของคุณแม่จะลดลงไปประมาณ 6 กิโลกรัม น้ำหนักที่ลดลงมาจากตัวลูกน้อยที่คลอดออกมารวมกับน้ำคร่ำและน้ำที่คั่งอยู่ในร่างกายคุณแม่ จากนั้นน้ำหนักก็จะลดลงเรื่อยๆ จนครบกำหนดตรวจหลังคลอด น้ำหนักของคุณแม่ควรจะเท่ากับตอนก่อนตั้งครรภ์หรืออาจเกินได้สัก 2-3 กิโลกรัม แต่ถ้าน้ำหนักเกินกว่านี้ให้รีบหันมาดูแลควบคุมอาหารและออกกำลังกายให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อรูปร่างที่สวยงามดังเดิม

 

ท้องผูก

คุณแม่หลายท่านอาจมีอาการท้องผูกอยู่อีกหลายวัน เนื่องจากฮอร์โมนที่ทำให้ลำไส้ของคุณแม่เคลี่อนตัวช้ายังมีอยู่บ้าง และยิ่งหลังคลอดคุณแม่ยังไม่กล้าแบ่งเวลาขับถ่าย เพราะกลัวเจ็บแผลฝีเย็บหรือแผลหน้าท้อง วิธีการแก้ไขหรือช่วยทำให้อาการทุเลานั้นเพียงแค่หมั่นรับประทานอาหารที่มีกากใยมากๆ ทั้งผักและผลไม้ ดื่มน้ำให้มากอาการท้องผูกของคุณแม่ก็จะค่อยๆ หายได้เอง

 

ผนังหน้าท้อง

หลังคลอดผนังหน้าท้องที่ยืดออกมาในขณะตั้งครรภ์ยังไม่กระชับเข้าที่ คุณแม่บางท่านใช้การอยู่ไฟ การนาบหน้าท้องโดยหม้อเกลือหรือกระเป๋าน้ำร้อน และการรัดหน้าท้อง โดยคิดว่าวิธีการเหล่านี้ จะทำให้ผนังหน้าท้องหดเข้าที่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนัก การบริหารร่างกายเท่านั้นที่จะช่วยให้ผนังหน้าท้องของคุณแม่หลังคลอดกระชับเข้าที่ ซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทต่อไป

 

ขนาดมดลูก

ในวันแรกหลังคลอดมดลูกจะอยู่สูงราวระดับสะดือของคุณแม่ แต่จะค่อยๆ ลดลงประมาณวันละ 1 นิ้วมือเพียง 14 วัน หลังคลอดคุณแม่ก็จะคลำมดลูกทางหน้าท้องไม่พบแล้ว โดยที่ขนาดของมดลูกจะเล็กลงเรื่อยๆเ นื่องจากมีการหดรัดตัวของมดลูก บางครั้งทำให้คุณแม่มีอาการปวดท้องน้อยคล้ายๆ กับปวดประจำเดือนและปวดมากขึ้นขณะที่ให้ลูกดูดนมแม่เนื่องจากมีการหลั่งของฮอร์โมนที่กระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวมากขึ้น ดังนั้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยให้นดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น

 

คุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอะไรบ้าง

หลังจากที่ร่างกายคุณแม่ต้องรับบทหลังกับการคลอดลูกแล้วร่างกายของคุณแม่จะค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพปกติเหมือนก่อนตั้งครรภ์ อวัยวะส่วนต่างๆ จะเริ่มปรับเปลี่ยนโดยอาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 สัปดาห์ช่วงหลังคลอดนี้ ควรทำความเข้าใจและสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณแม่ รวมทั้งช่วยให้คุณแม่กลับมามีรูปร่างสวยงามดังเดิมได้เร็วขึ้นด้วย

 

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ นัดหมายแพทย์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

โทร. 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com