เข้าใจอารมณ์ลูกว่า”เด็กก็มีความเบื่อได้”

เด็กเบื่อมีผู้ปกครองถามว่า การเข้าใจลูกและพูดว่า “แม่รู้ว่าหนูเบื่อ ไม่อยากซ้อมแล้ว” จะเป็นการยอมรับให้เด็กขี้เกียจหรือไม่? และบางคนพบว่า ยิ่งพูดอะไรที่เข้าใจลูก ลูกยิ่งมีอารมณ์มากขึ้นๆ จะเป็นการทำให้ลูกระเบิดอารมณ์บ่อยขึ้นหรือไม่? เราลองมาติดตามกันนะคะ

….ความเป็นจริงก็คือ “เราเข้าใจอารมณ์ของลูกที่เกิดขึ้นและยอมรับความรู้สึกนั้นแต่เราไม่ยอมรับพฤติกรรมที่เป็นผลจากอารมณ์นั้นต่างหาก”

…. ยกตัวอย่างเช่น ลูกบ่นเบื่อ ไม่อยากซ้อมเปียโน หรือลูกกำลังเล่นสนุก ไม่อยากเลิกเล่น ไม่อยากเก็บของเล่น เราเข้าใจว่าลูกเบื่อการซ้อม เราเข้าใจว่าลูกติดพันการเล่นและสนุกอยู่ เมื่อเราเข้าใจอารมณ์นั้นและพูดออกมาว่า “แม่รู้ว่าหนูเบื่อที่ต้องซ้อมทุกวัน” (ถ้าเป็นเราเองเราก็มีเบื่อเหมือนกันแหละ)

…..การพูดออกมาก็เพื่อให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ยอมรับได้ที่คนเราจะมีความรู้สึกนี้ ลูกไม่ต้องรู้สึกผิด หรือรู้สึกแย่ แต่ที่พ่อแม่ไม่ยอมรับก็คือพฤติกรรมต่างหาก เราไม่ยอมรับการเลิกซ้อมเปียโน เราไม่ยอมรับการไม่เก็บของเล่น

…..เกือบทุกพฤติกรรมของคนเรามีความรู้สึกเกิดขึ้นร่วมด้วย ความรู้สึกที่มันโผล่ขึ้นมา ณ จังหวะเวลานั้น มันห้ามไม่ได้ มันมาเอง ทางธรรมท่านยังสอนไว้เลยว่า “ให้รับรู้ว่าโกรธ แค่รับรู้ แต่อย่าไปตามอารมณ์โกรธ” นั่นหมายความว่า ท่านรู้ว่า อารมณ์เวลามันจะมา มันมาเลย เราไปห้ามไม่ได้ แค่ให้รู้ว่ามันมี เพราะนั่นคือการเป็นคน

….แต่จะห้ามได้ปรับได้นั่นคือพฤติกรรม ลูกขี้เกียจซ้อมเป็นพฤติกรรมที่เราสามารถช่วยลูกปรับได้ ลูกไม่เก็บของเล่นก็เป็นพฤติกรรมที่ปรับได้

…..ดูเหมือนเราต้องจำยอมให้อารมณ์นั้นเกิดขึ้น จริงๆก็ไม่เชิง เราสามารถช่วยให้ลูกโมโหให้น้อยลง เบื่อให้น้อยลงได้ ซึ่งต้องค่อยๆฝึกลูก แต่ไม่ใช่วิธีห้ามด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่ให้โมโห” “ไม่เห็นน่าโมโห” ณ จังหวะเวลานั้น

…..ดังนั้นการเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกของลูกไม่ใช่การเปิดช่องทางให้ลูกขี้เกียจหรือทำตามใจได้ แต่เป็นขั้นตอนที่จะช่วยให้ลูกปรับอารมณ์ เพื่อขยับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ค่อยๆดีขึ้น

…..และมีหลายบ้านเลย เมื่อเราเปิดช่องทางให้ลูกรู้ว่า บ้านเรายอมรับความรู้สึกกัน บ้านเราคุยเรื่องความรู้สึกได้ (Feeling talk) ลูกอาจพรั่งพรู เล่าเรื่องออกมาเยอะมาก (ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับเด็กเก็บกด)

…..เด็กบางคนอาจเกินเลย ในการเล่าความรู้สึกอาจมีการระบายอารมณ์เป็นคำหยาบ (“คำหยาบ” เป็นพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับ) “แม่เข้าใจว่าหนูโกรธเพื่อนคนนั้นมาก มากที่สุดจนลูกอดไม่ได้ จนต้องด่าเขาด้วยคำหยาบ” ประโยคนี้คือสิ่งที่เราพูดกับลูกว่า เราเข้าใจว่าเขาอดกลั้นแค่ไหน “แต่การพูดหยาบคาย ด่าเขาแบบนี้ เป็นสิ่งที่หนูทำไม่ได้” ประโยคนี้คือความชัดเจนของเราที่บอกลูกว่า เราไม่ยอมรับการพูดหยาบคาย

…..แต่ถ้าหากเราไม่ชัดเจนเราอาจเพียงบอกลูกว่า “ลูกไม่ควรโมโหเขาขนาดนี้ ด่าเขาคำหยาบแบบนี้ไม่ได้” ประโยคแรกเป็นการไม่ยอมรับ (ก็ลูกโมโหมากแล้ว จะไปห้ามได้อย่างไร)

…..อย่างไรก็ตาม หากลูกเป็นเด็กโมโหง่าย เราก็ต้องช่วยลูกฝึกควบคุมอารมณ์ ไม่ควรยอมรับอารมณ์อย่างเดียวโดยไม่ช่วยพัฒนาการควบคุมอารมณ์ แต่ต้องใช้เทคนิคอื่นๆช่วย ไม่ใช่ด้วยการไปห้ามเช่นนั้น เพราะการพูดเช่นนั้นลูกจะเกิดอารมณ์โมโหเราขึ้นมาอีกคน เพราะเราไม่เข้าใจเขาว่า เขากำลังเดือด แถมยังมาห้ามอีกต่างหาก Feeling talk ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกในครั้งต่อๆไปด้วย

…..การพูดคุยความรู้สึกของลูกกับพ่อแม่ (Feeling talk) เป็นช่องทางที่สำคัญที่ลูกรับรู้ได้ว่ามีพ่อแม่เข้าใจและยอมรับเขาได้ทุกอารมณ์ (ไม่ใช่ยอมรับพฤติกรรม) ซึ่งจะทำให้ลูกเข้าหาพ่อแม่ ลูกมีโอกาสฟังคำสั่งสอน มีสติในการค่อยๆคิดใคร่ครวญถึงปัญหาและวิธีแก้ปัญหา โอกาสต่อต้านคำสอนหรือคำแนะนำของพ่อแม่นั้นก็จะน้อยกว่าเด็กที่พูดคุยความรู้สึกกับพ่อแม่ไม่ได้

 

พ.ญ. เสาวภา พรจินดารักษ์
พัฒนาการเด็กและพฤติกรรม

 

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ นัดหมายแพทย์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
โทร. 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com