“ดูแลป้องกันก่อนเกิดโรคเพื่อสุขภาพที่ดี ในยุคที่ไม่ต้องรอให้ป่วยถึงรักษา”อีกหนึ่งทางเลือกของการบำบัดโรคด้วยแพทย์แผนจีน
ปัญหาสุขภาพ ไม่ใช่แค่อายุที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีอีกหลายปัจจัย
เช่น พฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำงาน ความเครียด สิ่งแวดล้อมรอบๆตัว โภชนาการ เป็นต้น
ศาสตร์การแพทย์แผนจีน
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ให้บริการส่งเสริมสุขภาพตามแนวทางศาสตร์การแพทย์แผนจีนในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นทางลือกในการรักษาสุขภาพ โดยศาสตร์การแพทย์แผนโบราณของชาวจีนที่ใช้ในการรักษามีมายาวนานกว่า 5000 ปี เป็นการรักษาสุขภาพแบบองค์รวม เน้นการปรับสมดุลของร่างกาย และการป้องกันก่อนเกิดโรค ภายใต้แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานการแพทย์แผนจีน และแนวความคิดการรักษาตามกลุ่มอาการ ประกอบไปด้วย ทฤษฎีหยิน-หยาง ทฤษฎีปัญจธาตุ ทฤษฎีอวัยวะภายใน ทฤษฎีระบบลมปราณ ทฤษฎีการหาสาเหตุของโรค และหลักการป้องกันรักษาโรค
จุดเด่นพื้นฐานของศาสตร์การแพทย์แผนจีน กล่าวคือ มนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะตันทั้ง 5 ที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ผ่านทางระบบเส้นลมปราณ แต่ละอวัยวะก็ทำงานพึ่งพากัน ควบคุมกันและกัน โดยอาศัยเลือดและลมปราณมาหล่อเลี้ยง ภายใต้การควบคุมของจิตใจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้เป็นปกติ จะเห็นได้ว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นจะส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ได้
เพราะฉะนั้น การตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์แผนจีนจำเป็นต้องดูข้อมูลของผู้ป่วยและการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมาประกอบกัน โดยยึดหลักการตรวจพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่ การดู การฟัง/การดมกลิ่น การถาม และการตรวจจับชีพจร (แมะ) เพื่อนำไปสู่การค้นหาสาเหตุของโรคที่แท้จริง วิธีการรักษาโดยแพทย์แผนจีน คือ การฝังเข็ม การมยา การใช้ยาสมุนไพรจีน และการนวดทุยหนา
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ให้บริการรักษาโดยแพทย์แผนจีน ดังนี้
การฝังเข็ม
- การฝังเข็มลดอาการปวด ลดการอักเสบ ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ติดขัดในร่างกาย ฝังเข็มกลุ่มอาการปวด โรคทางระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท เช่น ออฟฟิศซินโดรม ปวด คอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง ปวดเข่า ไหล่ติด หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคอัมพาตใบหน้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการชา นิ้วล็อค ปวดไมเกรน ปวดศีรษะ เป็นต้น
- การฝังเข็มรักษาโรค (ปรับสมดุลองค์รวม) ฝังเข็มตามจุดบนเส้นลมปราณ เน้นปรับสมดุลภายใน ช่วยปรับสมดุลอวัยวะภายในร่างกาย ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ติดขัดในร่างกาย เพื่อรักษาและบรรเทาอาการฝังเข็มรักษาโรค เช่น นอนไม่หลับ เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ภูมิแพ้ ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย กรดไหลย้อน อาหารไม่ย่อย ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นต้น
- การฝังเข็มดูแลผิวพรรณ ฝังเข็มดูแลผิวพรรณและสุขภาพโดยรวม เพื่อปรับสมดุลร่างกาย ปรับสมดุลฮอร์โมน กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ใบหน้าและร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง ฝ้า กระ ผิวพรรณหมองคล้ำ รวมไปถึงโรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาด้านผิวพรรณ
- การฝังเข็มลดน้ำหนัก ฝังเข็มลดน้ำหนักและกระชับสัดส่วน เพื่อปรับสมดุลการทำงานของกะเพาะอาหาร ลำไส้ และม้าม ช่วยลดความอยากอาหาร และปรับการเผาผลาญในร่างกาย รวมไปถึงการดูแลสุขภาพระบบภายในร่างกาย โดยอาจทำร่วมกับการกระตุ้นไฟฟ้า และแปะเม็ดผักกาดใบหู
การครอบแก้ว
ครอบแก้ว ช่วยบรรเทาอาการปวดของกล้ามเนื้อ ขับสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียดเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ไข้หวัด ไอ ภูมิแพ้ ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย
- การฝังเข็มลดอาการปวดร่วมกับครอบแก้ว ฝังเข็มบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ติดขัดในร่างกาย ทำร่วมกับการครอบแก้ว เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- การฝังเข็มรักษาโรค(ปรับสมดุลองค์รวม) ร่วมกับครอบแก้ว ฝังเข็มรักษาโรค เน้นปรับสมดุลภายใน ช่วยปรับสมดุลอวัยวะภายในร่างกาย ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ติดขัดในร่างกาย ทำร่วมกับการครอบแก้ว เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การฝังเข็มคืออะไร
การฝังเข็ม คือศาสตร์หนึ่งในแพทย์แผนจีน โดย การใช้เข็มขนาดเล็กมาก ฝังตามจุดฝังเข็มบนเส้นลมปราณของร่างกาย ซึ่งจุดเป็นที่มีพลังงานมากกว่าจุดอื่นๆ ช่วยปรับความสมดุลและอวัยวะต่างๆของร่างกาย
การฝังเข็มอาศัยกลไกการออกฤทธิ์ระงับความเจ็บปวด กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทที่มีฤทธิ์ระงับความเจ็บปวด ช่วยลดการหลั่งสารสื่ออักเสบชนิดต่างๆที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ทำให้บรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง ช่วยปรับสมดุลอวัยวะภายในร่างกาย ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในร่างกาย โดยเข็มที่ใช้ฝัง เป็นสแตนเลส มีขนาดเล็กและบางมาก ไม่มียาอยู่ข้างใน ด้วยมาตรฐานทางการแพทย์ สะอาด ปลอดเชื้อปลอดภัย ใช้เพียงครั้งเดียวและไม่นำกลับมาใช้อีก
การฝังเข็มรักษาโรค
ปัจจุบัน การรักษาโรคด้วยการฝังเข็มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในประเทศไทย และองค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรองการฝังเข็มว่าสามารถรักษาโรคแล้วให้ผลการรักษาดี โดยไม่ต้องใช้ยา โรคหรือกลุ่มอาการที่พบบ่อย คือ
- กลุ่มอาการปวด/ระบบประสาท ออฟฟิศซินโดรม ปวด คอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง ปวดเข่า ไหล่ติด ไมเกรน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคอัมพาตใบหน้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชาปลายมือ ปลายเท้า นิ้วล็อค
- กลุ่มอาการระบบทางภายใน นอนไม่หลับ เครียด วิตกกังวล ภูมิแพ้ ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปรับสมดุลฮอร์โมน ปรับระบบการเผาผลาญ
- กลุ่มอาการปวดและโรคทางระบบกล้ามเนื้อ เช่น Office syndrome ปวดหลัง ปวดต้นคอ ปวดไหล่ ปวดเข่า ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน
- กลุ่มโรคระบบประสาท เช่น ไมเกรน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคอัมพาตใบหน้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชาปลายมือ ปลายเท้า นิ้วล็อค
- กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ หวัดเรื้อรังและหอบหืด
- กลุ่มโรคทางนรีเวช เช่น ปรับสมดุล ปรับฮอร์โมน ประจำเดือนมาไม่ปกติ เข้าสู่วัยทอง และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
- กลุ่มโรคอื่นๆ เช่น การฝังเข็มเพื่อเสริมสุขภาพ เช่น เครียด กังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ
- กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหารและลำไส้ เช่น กรดไหลย้อน ท้องผูก ท้องเสีย ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
ประโยชน์ของการฝังเข็ม
- บรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง
- ช่วยปรับสมดุลอวัยวะภายในร่างกาย
- กระตุ้นการไหลเวียนเลือดภายในร่างกาย สลายเลือด/ลมปราณที่ติดขัด
- เสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย
การเตรียมตัวก่อนการฝังเข็ม
- รับประทานอาหารตามปกติ ไม่ควรทานให้อิ่มจนเกินไป หรือไม่ควรให้ท้องว่างจนเกินไป ควรรับประทานอาหารก่อนเข้ารับการรักษา อย่างน้อย 1-2 ชม.
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในคืนก่อนมาเข้ารับการฝังเข็ม
- สวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ ไม่ควรรัดแน่นจนเกินไป
- ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่วิตกกังวล
- งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดก่อนการรักษา
ขั้นตอนการฝังเข็ม
- แพทย์ซักประวัติ ตรวจสภาพร่างกาย เพื่อวินิจฉัยสาเหตุอาการ
- แพทย์ฝังเข็มลงที่บริเวณผิวหนัง ตามแพทย์ประเมินอาการผู้ป่วยอาจเกิดความรู้สึกตื้อๆ หนัก ๆ หน่วง ๆ ในจุดที่ฝังเข็ม หรือความรู้สึกแล่น ซ่าๆ เป็นแนว เนื่องจากแพทย์จะฝังเข็มบนเส้นลมปราณ หากรู้สึกเจ็บปวดมากให้แจ้งแพทย์ทันที
- ฝังเข็มประมาณ 20-30 นาที ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละบุคคล บางกรณีอาจมีการกระตุ้นไฟฟ้าร่วมด้วย
- ฝังเข็มสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และต่อเนื่องพิจารณาตามอาการและดุลยพินิจของแพทย์
ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฝังเข็ม
- สตรีที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างการเป็นประจำเดือน
- ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
- ผู้ป่วยโรคมะเร็ง (ที่ยังไม่ได้รับการรักษา)
- ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใส่เครื่องกระตุ้นการเต้นหัวใจ (Pacemaker)
- ผู้ป่วยที่ความดันสูง(วัดก่อนฝังเข็ม)
- ผู้ที่มีประวัติแพ้โลหะ
- หากมีโรคประจำตัวอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
ข้อแนะนำ/ข้อควรปฎิบัติ
- ขณะฝังเข็ม ควรทำจิตใจให้สบาย และควรอยู่ในท่าที่กำหนด โดยไม่เกร็ง ไม่ขยับร่างกาย
- ในระหว่างฝังเข็ม หากมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น เหงื่อออก ต้องรีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
- หลังจากฝังเข็ม อาจยังรู้สึกตึงๆหน่วงได้บ้างตามจุดที่ฝังเข็ม ซึ่งอาการจะหายไปเองภายใน 1-2 วัน
- หลังจากที่ถอนเข็มแล้ว อาจมีรอยเขียวช้ำบริเวณจุดฝังเข็ม สามารถประคบเย็นได้ภายใน 24 ชม.
- ในบางรายอาจมีอาการระบม มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลียได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยอาจมีอาการประมาณ 1-2 วัน หากมีอาการรุนแรง สามารถทานยาแก้ปวดได้
- หลีกเลี่ยงการกระทบกับลมเย็น ตากแอร์โดยตรง เพราะอาจทำให้มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวได้
- ไม่ควรอาบน้ำ หรือล้างหน้า ทันทีหลังฝังเข็ม หากมีการครอบแก้วร่วมด้วย แนะนำให้เว้นเวลา 4 ชม. จึงจะสามารถอาบน้ำได้
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง ของมัน ของทอด หลังได้รับการรักษา
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก หลังได้รับการรักษา
- งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดก่อนและหลังการรักษา
การครอบแก้วคืออะไร Cupping Therapy
การครอบแก้ว ที่นิยมอีกวิธีหนึ่ง คือ การเดินแก้วไปตามแนวเส้นลมปราณหรือตามกล้ามเนื้อต่างๆ เป็นการยืดกล้ามเนื้อ และพังผืดที่ระดับผิว ซึ่งทำให้เกิดความผ่อนคลาย ลดความเจ็บปวดจากกลุ่มโรคกล้ามเนื้อได้
หลังจากครอบแก้วเสร็จแล้ว ผิวหนังตามบริเวณที่ครอบแก้วจะเปลี่ยนสี โดยสีสามารถบอกได้ถึงลักษณะภายในของร่างกายว่าเป็นอย่างไร สีหลังจากครอบแก้ว แบ่งออกได้ดังนี้
สีชมพูอ่อน หมายถึง เลือดไหลเวียนดี ร่างกายสุขภาพดี
สีแดงสด หมายถึง มีความร้อนสะสมในร่างกาย
สีม่วงเข้ม หมายถึง การไหลเวียนเลือดติดขัด หรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
สีม่วงเข้มและจุดรอยคล้ำ หมายถึง การไหลเวียนเลือดติดขัด มีความเย็นสะสม หรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
สีซีด หมายถึง เลือดและลมปราณในร่างกายน้อย
ประโยชน์ของการครอบแก้ว
เนื่องจากการครอบแก้วเป็นการใช้ความร้อนจนเกิดแรงดันเพื่อให้เกิดการดูดที่ผิวหนัง รวมถึงเส้นประสาท กล้ามเนื้อ หลอด เกิดการกระตุ้นผ่านทางระบบประสาท กระตุ้นการทํางานของเม็ดเลือดขาว เพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้น การทํางานของต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน จนทําให้สารพิษและของเสียในร่างกายถูกขับออกมา ในขณะเดียวกัน ความร้อนยังส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด ทำให้มีการปรับการไหลเวียนเลือดและทำให้สมดุลมากขึ้น
ดังนั้นการครอบแก้วจะช่วยบรรเทาอาการปวดของกล้ามเนื้อ ขับสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียดเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ในบางกรณีทำร่วมกับการฝังเข็ม เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อาการส่วนใหญ่ที่นิยมรักษาด้วยการครอบแก้วคือ อาการปวดเมื่อยต่างๆตามร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยรักษาอาการอื่นๆอีกได้ เช่น ไอ ไข้หวัด ภูมิแพ้ หรือนำมาใช้กับหน้าท้องเพื่อกระชับสัดส่วน เป็นต้น ครอบแก้วมีข้อดีตรงที่ทำแล้วไม่เจ็บ รู้สึกสบายๆ ผ่อนคลายอีกด้วย
การเตรียมตัวก่อนการครอบแก้ว
1.รับประทานอาหารตามปกติ ไม่ควรทานให้อิ่มจนเกินไป หรือไม่ควรให้ท้องว่างจนเกินไป รับประทานอาหารก่อนเข้ารับการรักษา อย่างน้อย 1-2 ชม.
2.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในคืนก่อนมาเข้ารับการฝังเข็ม
3.สวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ ไม่ควรรัดแน่นจนเกินไป
4.ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่วิตกกังวลจนเกินไป
5.งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดก่อนการรักษา
ข้อห้ามและข้อควรระวังในการครอบแก้ว
1.สตรีที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างการเป็นประจำเดือน
2.คนที่มีสภาวะร่างกายอ่อนแอ หรือลมปราณอ่อนแอ และผู้สูงอายุ (ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์)
3.ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง หรือมีแผลเปิดตามผิวหนัง
4.ผู้ป่วยโรคมะเร็ง (ที่ยังไม่ได้รับการรักษา)
5.ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
6.ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน (ระวังเรื่องระยะเวลาในการครอบแก้ว หลีกเลี่ยงการเกิดตุ่มน้ำที่ผิวหนัง)
7.หากมีโรคประจำตัวอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
ข้อแนะนำ/ข้อควรปฎิบัติ
1.ไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังครอบแก้ว แนะนำให้เว้นเวลา 4 ชม.(นับจากเวลาที่ครอบแก้วเสร็จ) จึงจะสามารถอาบน้ำได้ และควรอาบน้ำอุ่น ในวันที่รับการรักษา
2.หลังจากครอบแก้ว จะเกิดสีที่ผิวหนังตามบริเวณที่ครอบแก้ว สีจะค่อยๆหายไปได้เองโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสี และร่างกายแต่ละบุคคล
3.บางรายอาจมีอาการปวดระบมหลังจากครอบแก้ว 1-2 วัน หากเป็นมากอาจมีไข้ต่ำๆ สามารถบรรเทาได้โดยการใช้ผ้าอุ่นๆประคบ หรือทานยาพาราเซตามอล ลดไข้ลดปวดได้
4.หลีกเลี่ยงการกระทบกับลมเย็น ตากแอร์โดยตรง เพราะอาจทำให้มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวได้
5.ไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังครอบแก้วเสร็จ แนะนำให้เว้นเวลา 4 ชม. ถึงจะสามารถอาบน้ำได้
6.หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง ของมัน ของทอด หลังได้รับการรักษา
7.หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก หลังได้รับการรักษา
8.งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดก่อนและหลังการรักษา
นอกเหนือจากการรักษาด้วยการฝังเข็ม และครอบแก้วแล้ว แนะนำให้ปรับพฤติกรรม ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัดที่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ทั้งนี้จะช่วยทำให้ผลการรักษาเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
การฝังเข็มแบบตะวันตก Dry Needling
การฝังเข็มของแพทย์แผนจีน เป็นการฝังเข็มตามจุดฝังเข็มบนเส้นลมปราณ เน้นการปรับสมดุลร่างกายแบบองค์รวม ซึ่งในปัจจุบันอาจมีการนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการฝังเข็มแบบตะวันตก ซึ่งก็คือ การฝังเข็ม Dry Needling
ฝังเข็ม Dry Needling เป็นการฝังเข็มตามTrigger point จุดกล้ามเนื้อที่มีการหดเกร็งตัว เป็นก้อนปมกล้ามเนื้อ จึงทำให้มีอาการปวดได้ มักมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ หรือการใช้กล้ามเนื้อตำแหน่งเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน มีอาการปวดได้ทั้งเฉพาะที่ หรือปวดร้าวไปตำแหน่งอื่นๆ โดยหลักการฝังเข็ม Dry Needling นั้นจะฝังเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว หดเกร็งน้อยลง ในขณะฝังเข็ม จะเกิดการกระตุกของกล้ามเนื้อ ส่งผลต่อการเรียงตัวใหม่ของกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นได้ดี ลดความไวของปลายประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อ จึงทำให้อาการปวดลดลงได้ หลังจากการรักษาอาจมีระบมเข็มได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ตามปกติประมาณ 1-2 วัน
กัวซาหรือ กวาซา (Guasha)
“กวา” แปลว่า ขูด “ซา” แปลว่า อาการของพิษหรือโรคที่แสดงให้เห็นเป็นรอยผื่น หรือจ้ำแดงๆบนผิว หลังจากที่ทำกวาซาแล้วจะเกิดรอยแดงจ้ำๆเล็กๆ ตามบริเวณผิวหนังที่มีการขูดที่ตำแหน่งนั้นๆ
กวาซา เป็นวิธีหนึ่งในการรักษาโดยแพทย์แผนจีน โดยจะใช้อุปกรณ์อย่างเขาควาย หรือหยก ขูดบริเวณผิวหนังตาม เส้นลมปราณและจุดฝังเข็มตามร่างกาย ขูดจนเกิดรอยซา ก็คือรอยแดงจ้ำๆเล็กๆ กวาซา นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแล้วนั้น และยังส่งผลต่อผิวพรรณ โดยเฉพาะที่ใบหน้าจึงเกิดการ กวาซาหน้า ปกติแล้วจะทำได้อย่างเบาๆ เพื่อให้เกิดการไหลเวียนเลือดที่บริเวณใบหน้า ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังเล็กๆขยายตัว หากทำร่วมกับการกดจุดใบหน้า จะช่วยกระตุ้นเลือดลมได้ดีขึ้น
ประโยชน์: กวาซาช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลมปราณ ขับสารพิษ เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ผ่อนคลาย
ทีมแพทย์
– พญ. ประเนตรทิพย์ รินแก้วกาญจน์ Rehabilitation & Physical Therapy
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด
– พญ.กวิณัฐ ดาราบถ Rehabilitation & Physical Therapy
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด
– พญ.ธิมาพร บำรุงเชาว์เกษม Rehabilitation & Physical Therapy
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด
-พญ.ณวดี หิรัญรัศ Dermatology & Beauty Centre
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง
-พจ.จุฑามณี ครองตรง (Traditional Chinese Medicine)
แพทย์แผนจีนประจำแผนก Traditional Medicine
ศาสตร์การแพทย์แผนจีน
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ให้บริการรักษาโดยแพทย์แผนจีน ดังนี้
การฝังเข็ม
- การฝังเข็มลดอาการปวด ลดการอักเสบ ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ติดขัดในร่างกาย ฝังเข็มกลุ่มอาการปวด โรคทางระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท เช่น ออฟฟิศซินโดรม ปวด คอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง ปวดเข่า ไหล่ติด หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคอัมพาตใบหน้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการชา นิ้วล็อค ปวดไมเกรน ปวดศีรษะ เป็นต้น
- การฝังเข็มรักษาโรค (ปรับสมดุลองค์รวม) ฝังเข็มตามจุดบนเส้นลมปราณ เน้นปรับสมดุลภายใน ช่วยปรับสมดุลอวัยวะภายในร่างกาย ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ติดขัดในร่างกาย เพื่อรักษาและบรรเทาอาการฝังเข็มรักษาโรค เช่น นอนไม่หลับ เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ภูมิแพ้ ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย กรดไหลย้อน อาหารไม่ย่อย ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นต้น
- การฝังเข็มดูแลผิวพรรณ ฝังเข็มดูแลผิวพรรณและสุขภาพโดยรวม เพื่อปรับสมดุลร่างกาย ปรับสมดุลฮอร์โมน กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ใบหน้าและร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง ฝ้า กระ ผิวพรรณหมองคล้ำ รวมไปถึงโรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาด้านผิวพรรณ
- การฝังเข็มลดน้ำหนัก ฝังเข็มลดน้ำหนักและกระชับสัดส่วน เพื่อปรับสมดุลการทำงานของกะเพาะอาหาร ลำไส้ และม้าม ช่วยลดความอยากอาหาร และปรับการเผาผลาญในร่างกาย รวมไปถึงการดูแลสุขภาพระบบภายในร่างกาย โดยอาจทำร่วมกับการกระตุ้นไฟฟ้า และแปะเม็ดผักกาดใบหู