ริดสีดวงทวาร (Haemorrhoid)

คือ อาการของกลุ่มหลอดเลือดดำขอดบริเวณทวารหนักทำให้มีการปริแตกของผนังหลอดเลือดขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ อาจมีเลือดออกเป็นครั้งคราว ทั้งนี้เป็นผลมาจากแรงกดดันต่อหลอดเลือดดำในบริเวณนั้นเป็นเวลานานๆ

 

53

สาเหตุของการเกิดโรค

ริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศ ทุกวัยตั้งแต่วัยหนุ่มสาว และเรื้อรังมากเมื่อมีอายุมากขึ้น จากการศึกษาพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วน 3:2 สาเหตุการเกิดโรคริดสีดวงทวารที่พบบ่อย คือ อาการท้องผูก การเบ่งถ่ายอุจจาระนานๆ น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย อาการไอเรื้อรัง การเสียดสี การขูด หรือการบาด ที่บริเวณเนื้อเยื้อดวงทวาร นอกจากนั้น อาการโรคริดสีดวงทวาร อาจกำเริมมากขึ้นในระยะตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคพาร์กินสัน (Parkinson) เป็นต้น

 

อาการและอาการแสดงของโรค

โรคติดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น ริดสีดวงทวารภายนอก และริดสีดวงทวารภายใน โดยจะมีเส้นแบ่ง “Dentate line” เป็นตัวแยก

  • ริดสีดวงทวารภายนอก (External Haemorrhoids) จะอยู่นอกบริเวณทวารหนักอาจมีก้อนคลำได้ หากกำเริบจะมีอาการเจ็บปวด แสบ สามารถรักษาโดยการผ่าตัดหรือใช้ยารับประทานและยาเฉพาะที่ร่วมกับการแช่น้ำอุ่น (Warm sitz bath)
  • ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Haemorrholds) จะอยู่ภายในไส้ตรง ซึ่งไม่สามารถมองเห็นหรือรู้สึกได้ อาจมีก้อนยื่นออกมาเวลาเบ่งถ่ายอุจจาระ หรือมีเลือดสดออกมาหลังถ่ายอุจจาระโดยที่ไม่มีอาการเจ็บปวด โดยทั่วไปมักไม่ค่อยมีอาการรุนแรง หรือ อันตราย แต่อาจเป็นๆหายๆ เรื้อรังน่ารำคาญ หรือทำให้วิตกกังวล

 

ริดสีดวงทวารภายในแบ่งได้เป็น 4 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 1 มีเลือดออกเวลาเบ่งถ่าย
  • ระยะที่ 2 มีก้อนยื่นออกมาเวลาเบ่งถ่ายและหดกลับได้เอง
  • ระยะที่ 3 ก้อนหดกลับเองไม่ได้ ต้องใช้นิ้วช่วยดันกลับ
  • ระยะที่ 4 ระยะสุดท้าย หัวริดสีดวงยื่นออกมาตลอดเวลาไม่สามารถดันกลับได้

 

การป้องกันและการดูแลเบื้องต้น

หากท่านมีอาการดังกล่าวควรนัดพบปรืกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีหากอาการยังไม่ชัดเจน คลินิกริดสีดวงทวาร (Haemorrhoid Clinic) โรงพยาบาลบีเอ็นเอช แนะนำวิธีปฏิบัติตัวและการดูและเบื้องต้น ดังนี้

  • สร้างสุขลักษณะนิสัยการขับถ่ายอุจจาระที่ถูกต้อง
    – ไม่ควรนั่งเบ่งถ่ายเป็นเวลานานๆ
    – ไม่ควรเบ่งถ่ายอุจจาระแรงเกินไป
  • รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยกากใยอาหารในปริมาณสูง (ผักผลไม้)
  • ลดอาหารประเภทไขมันและเนื้อสัตว์ลง
  • ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก อย่างน้อย 6 – 8 แก้วต่อวัน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน

 

การตรวจรักษา

การตรวจรักษาขึ้นกับระดับอาการและความรุนแรงของโรคผู้ป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวารระยะที่ 1และ 2 สามารถรักษาได้โดย

  • การดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง
  • การใช้ยารักษาโรคริดสีดวงทวาร ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กากใยอาหารสำเร็จรูป (Metamucil, Mucilin etc.), ยากลุ่ม flavonoid (Daflon), ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs)
  • การใช้ยาเฉพาะที่ ได้แก่ ยาเหน็บและยาทาชนิดต่างๆ ซึ่งมักมีส่วนผสมของ Steroid
  • การใช้ยาระบายชนิดต่างๆ
  • การรักษาด้วยการใช้ยางรัด (Rubber band ligation) และ การฉีดยา (Sclerotherapy) ซึ่งเป็นการรักษาที่เห็นผลเร็ว
  • การใช้แสงเลเซอร์รักษา การจี้ด้วยไฟฟ้า หรือการจี้ความเย็น

ผู้ป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวาร ระยะที่ 3 และ 4 สามารถรักษาได้โดย

  • วิธีรัดยาง (Rubber band ligation) และการฉีดยา (Sclerotherapy)
  • วิธีการผ่าตัด นับเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน เพราะมีอัตราการหายขาดสูงสุดถึง 90% ในปีแรก และในปัจจุบัน

 

วิวัฒนาการทางการแพทย์ และด้วยเทคนิคการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก (Colo – Proctologist) สามารถทำได้โดยการฉีดยาเฉพาะที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการดมยาสลบ และการฉีดยาชาที่ไขสันหลัง ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วกว่า เทคนิคนี้เป็นที่เชื่อถือมากทั้งในและต่างประเทศ

 

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่มีผู้ป่วยจำนวนมากไม่กล้ามาพบแพทย์ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย กลัวเจ็บจากการผ่าตัด และคิดว่ารักษาไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ถ้าได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เนื่องจากมีโรคบางอย่างที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกับริดสีดวงทวาร อาทิ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ดังนั้น การรักษาริดสีดวงทวารโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรม ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก (Colo – Proctologist) จึงน่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยสูงสุด

 

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ คลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก นัดหมายแพทย์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

โทร. 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com