ตีเด็กไม่ได้เลยจริงๆหรือ?

ตีเด็ก

ผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่หมอพบ “เคยตีลูก” มีน้อยมากๆที่ไม่เคยตีเลย หมอสรุปเหตุผลที่ได้จากประสบการณ์ตัวเอง ดังนี้

  1. เพราะใช้การตีแล้วได้ผล เด็กเชื่อฟัง
  2. เพราะผู้ใหญ่โมโห ตบะแตก จริงๆไม่อยากตีเลย
  3. เพราะไม่รู้จะใช้วิธีอะไร โตมากับไม้เรียวก็เลยใช้เป็นแต่วิธีนี้
  4. เพราะวิธีอื่นมันยุ่งยาก เคยอ่านมาแล้ว แบบนี้เร็วดี เราเองก็โตมาได้ไม่เห็นเป็นอะไรและพบว่า ตอนลูกเล็กขวบสองขวบ เราจะไม่ค่อยอยากตี แต่ถ้าตีก็เพราะตบะแตก พอลูกโตประมาณอนุบาลถึงประถมฯ เราจะมีความสะดวกใจในการตีลูกมากกว่าเดิม และปรากฎว่าเมื่อได้ผล เราก็จะชินกับวิธีนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

หมอตอบคำถามของผู้ใหญ่ที่ให้เหตุผลถึงการตีลูกดังต่อไปนี้

  1. เพราะเด็กจะต้องเรียนรู้ว่าทำผิด

    หมอเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเด็กต้องเรียนรู้ว่าตนทำผิด เมื่อทำผิดแล้วเด็กต้องได้รับการลงโทษ แต่เราสามารถเลือกวิธีอื่นได้ เช่น การตัดสิทธิ์ สิทธิ์จะได้ดูทีวีคืนนี้ อดเล่นเกมส์เสาร์นี้ อดขนมเย็นนี้ เป็นต้น

    วิธีลงโทษนี้ได้ผลแน่เพราะเด็กเดือดร้อน (อดของโปรด) จึงต้องพยายามปรับปรุงตัว แถมไม่ทิ้งแผลในใจเหมือนกับวิธีตี และไม่ทำให้สัมพันธภาพเรากับลูกเหินห่าง ไม่ทำให้เด็กเป็นคนไร้เหตุผล เชื่อคนง่ายเกินไปด้วย

  2. ถ้าไม่ตี เด็กจะได้ใจ

    หมอเห็นด้วยว่าพ่อแม่ต้องอบรมสั่งสอนลูก ไม่ใช่ปล่อยลูกทำตามใจ การไม่แนะนำให้ตี ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องสั่งสอนลูก ปล่อยลูกตามสบาย แต่มีวิธีอื่นๆอีกมากมายที่ใช้ได้ผล มีงานวิจัยรองรับ ไม่ทำให้เด็กก้าวร้าวหรือเก็บกด ไม่ทำให้เป็นเด็กสูญเสียความมั่นใจ ไม่ทำให้เป็นเด็กเชื่อคนง่าย
    เทคนิคต่างๆที่หมอเขียนไว้ นอกจากทำให้ลูกเชื่อฟัง ไม่ดื้อแล้ว ยังสามารถช่วยกระตุ้นสมองให้มีความฉลาดด้วย (เพราะพ่อแม่มีเหตุผลและรับฟังความคิดลูก เด็กคิดบ่อยๆก็จะฉลาด และเด็กมักพยายามคิดอย่างมากด้วยซ้ำ เพราะเรื่องต่างๆนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตเขาตรงๆ ตรงกว่าการเรียนหนังสืออีก) นอกจากนี้เด็กยังมีทักษะสังคมดี มีความสุข คิดเป็น มีวิจารณญาณ (มันได้มากกว่า แค่ให้ลูกเชื่อฟัง)

  3. เพราะลูกไม่เชื่อฟัง พ่อแม่เลยต้องตี

    หมอเห็นด้วยว่าพ่อแม่ต้องมีภาวะผู้นำให้ลูกเชื่อฟัง แต่การตีจะทำให้ลูกเชื่อฟังเฉพาะต่อหน้า แต่ลับหลังไม่ได้เคารพนับถือเราจริง เกิดพฤติกรรมไม่ดีอื่นๆลับหลังได้

    หมอพบผู้ปกครองมากเลยที่มีเวลาอบรมสั่งสอนลูกเฉพาะที่เจอกันเช้า-เย็นเท่านั้น ผู้ปกครองเหล่านี้เหมือนมีเป้าหมายในใจแค่ให้ลูกเชื่อฟังต่อหน้า ตัวเองก็คงไม่ได้อยากมีเป้าหมายแบบนี้ แต่ท่าทีที่แสดงออกกับลูกด้วยเวลาจำกัด ลูกก็เลยรับสารจากท่าทีของพ่อแม่ว่ามีพฤติกรรมที่ดีต่อหน้าเท่านั้นก็พอ…ลับหลังเป็นอีกแบบ

  4. เพราะต้องการให้เจ็บ เจ็บแล้วมันจะจำ

    หมอตอบว่า ใช่แล้วค่ะ เจ็บแล้วจำจริงๆ แต่เด็กคงไม่ได้เลือกจำแต่สิ่งดีๆที่พ่อแม่พยายามจะสอน (บางคนจำสิ่งดีๆที่พ่อแม่สอนไม่ได้ด้วยซ้ำ) ที่จดจำได้แม่นกว่าคือ ความเจ็บปวด อาย โกรธแค้น หรือจำได้แต่ภาพความกลัว

    เด็กที่ทำเพราะกลัวบ่อยๆ จะเป็นเด็กขาดวิจารณญาณ เมื่ออยู่ในภาวะที่มีคนเสียงดัง ตะคอก มีอำนาจ ก็จะกลัวไว้ก่อน (เพราะสมองถูกโปรแกรมเอาไว้ตั้งแต่เด็กแล้ว) หากเป็นลูกสาวโตขึ้น ถูกผู้ชายเสียงดัง ขู่ ตะคอก ก็กลัว ยอมเขาได้ง่าย แทนที่จะพยายามตั้งสติ หาทางแก้ปัญหา (เรามักได้ยินข่าว ผู้หญิงนั่งรถแท็กซี่ ถูกพาไปข่มขืนตั้งไกล คนส่วนใหญ่แนะนำว่า ช่วงเวลานั้นต้องมีสติมากๆถึงจะเอาตัวรอดได้ แต่ปัญหาคือสติมันมายาก หากสมองถูกโปรแกรมให้กลัวและยอมทำตาม คนดุ คนเสียงดังมาตั้งแต่เล็กๆแล้ว)
    หากเป็นลูกชาย ก็ถูกขู่กรรโชกทรัพย์ได้ง่าย หรือตรงข้าม อาจก้าวร้าว อยากมีอำนาจ บารมีแบบนั้นบ้าง หลงเข้าสู่กลุ่มแกงค์ต่างๆได้ง่ายเช่นกัน

  5. เพราะพ่อแม่ก็ถูกเลี้ยงมาแบบนี้ ยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย

    ลองอ่านตอนที่ 37 “พ่อแม่ที่มี authority…” เราอาจเป็นคนที่โชคดี ดวงดี ไม่เจอเพื่อนที่พาลงเหว หรืออาจมีคนรอบตัวคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ เป็นต้นแบบที่ดี เช่น คุณครู หรือ ญาติบางคน ทำให้เรารอดจากช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อมาได้ แต่สิ่งแวดล้อมสมัยนี้ ไม่ได้โลกสวยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว…

    ตอนเราเด็ก เราถูกตี เราโมโห วิ่งออกจากบ้าน เราอาจไปเจอเพื่อนๆกำลังโดดหนังยาง เตะบอล หรือไปเจอลุงข้างบ้านเรียกกินขนม ไปโรงเรียน ครูก็เอาใจใส่เรา แต่สมัยนี้ เด็กโมโหพ่อแม่ มักเก็บตัวอยู่ในห้องเพื่อ ออนไลน์ พบเจอโลกเสมือนจริงที่ทำให้มีความสุขและเพลิดเพลิน ยิ่งทำให้ห่างจากพ่อแม่มากขึ้น คนข้างบ้านก็อาจรู้จักแค่ผิวเผิน ครูที่โรงเรียนเองก็มีงานล้นมือ พ่อแม่มากมายมักหวังพึ่งครู จนเกินกำลังคุณครู หากเราจะปล่อยลูกตามดวง ภายใต้สิ่งแวดล้อมยุคนี้ คงฟันธงยากว่า ลูกจะโตมาแล้วไม่เห็นเป็นอะไรเหมือนแบบเรา

    ถ้าเปรียบเทียบการตี เป็นเหมือนยา ก็ถือว่าเป็นยาที่มีผลข้างเคียงรุนแรง ผลข้างเคียงนี้ไม่เกิดขึ้นทันที แต่สะสมในร่างกาย จนแสดงอาการออกมาภายหลัง บางคนอาการออกตอนเล็ก (ต่อต้าน ก้าวร้าว โกหก เก็บกดฯ) บางคนอาการมาออกตอนโต(เป็นโรคทางจิตเวช) เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพแล้ว ถึงแม้ยาจะได้ผลอยู่บ้าง แต่ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียจากผลข้างเคียงนั้น

          “ถ้ามียาขนานอื่นที่มีประสิทธิภาพดีกว่า ไม่มีผลข้างเคียง แลเราจะยังคงใช้ยาแรงที่มีผลข้างเคียงสูงทำไม?”

 

พ.ญ. เสาวภา พรจินดารักษ์
พัฒนาการเด็กและพฤติกรรม
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช