ตอนที่ 6 “ปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในครอบครัวมีผลต่อชีวิตเด็กตลอดชีวิต”

ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก

ยิ่งโลกเรามีความเจริญมากขึ้นเท่าไร เรายิ่งห่างกันมากขึ้นเท่านั้น

…..ความเจริญทำให้เราเข้าใจผิดว่า สิ่งที่เราต้องการนั้นหามาได้ง่ายเหมือนต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยิ่งสะดวกสบายยิ่งชอบใจ ยิ่งเพลิดเพลินยิ่งมีความสุขความเข้าใจผิดนี้มีผลต่อการใช้ชีวิตกับลูกเรา

….ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก หมายถึง การใช้ชีวิตแต่ละวันกับลูก อย่างมีความสุขร่วม มีความชื่นมื่น จะต้องเป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ 2 ทาง เช่น การคุยตลกกัน อ่านนิทานกัน เราและลูกยิ้มและหัวเราะร่วมกัน แต่การออกไปเดินห้างฯอาจจะไม่ใช่ความสุขร่วม ลูกอาจมีความสุขกับการได้เล่นของเล่น ส่วนแม่มีความสุขกับการออกมาเดินเปลี่ยนบรรยากาศ อย่างนี้ไม่เรียกปฏิสัมพันธ์ เป็นความสุขที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างคนต่างมี ไม่เกี่ยวกัน

….หมอพบผู้ปกครองเด็กวัยเตาะแตะมากเลยที่เข้าใจว่าการพาลูกไป play group ในแต่ละครั้งเป็นปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกัน หรือ ผู้ปกครองที่มีเวลาว่างเพียงวันหยุดมักพาครอบครัวไปเดินห้างฯ ก็เข้าใจผิดว่าเป็นช่วงที่ครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกัน

…..กิจกรรม play group ในห้างฯเข้ามาแทนที่กิจกรรมในบ้านซึ่งเคยเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต้องคิดสร้างสันกันเองในบ้าน (เพราะลูกกวนให้เล่นด้วยและเราก็ไม่มีที่จะไป เป็นการบังคับทางอ้อมให้เราเล่นกับลูก)

สิ่งของ เครื่องเล่นในห้างสรรพสินค้าเข้ามาตอบโจทย์ความสะดวกสบายในชีวิตเรา จนเราเผลอยอมรับมันเป็นสถานที่ที่คิดถึงเป็นอันดับสองรองจากบ้าน (ยิ่งทำให้มีกิจกรรมร่วมน้อยลง เพราะเมื่อไปห้างฯต่างคนต่างสนใจสิ่งเร้าอื่น)

….โทรทัศน์และโทรศัพท์ ที่สามารถเล่น youtube หรือเกมก็เข้ามาช่วยชีวิตเราตอนที่เราเหนื่อยกับการเลี้ยงลูกจนเราเผลอยกหน้าที่พี่เลี้ยงให้มันโดยไม่ทันตั้งตัว (เด็กจะนิ่งง่ายมากเมื่ออยู่หน้าจอ)

หมอไม่ปฏิเสธว่าช่วงเวลาดังกล่าวนั้นมีความสุขแต่มันไม่มากพอที่จะทำให้ลูกรู้สึกลึกซึ้งในความรักและความอบอุ่นของเราได้ มันเป็นความสุขที่ผิวเผิน

 

…..ปฏิสัมพันธ์เชิงบวกยังกินความถึงโอกาสที่ลูกและพ่อแม่ได้รู้จักกัน เราคุยกับลูกเกี่ยวกับของกินที่ชอบ เพื่อนที่น่ารัก เหตผลที่ลูกไม่เอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ ความคิดเห็นของเขาต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้าน และในทางตรงข้ามเราก็ควรแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเราให้ลูกได้รู้จักเราด้วย โดยเฉพาะเด็กวัยประถมฯกำลังต้องการต้นแบบชีวิต เขาอยากรู้ว่าตอนพ่อแม่เป็นเด็กเจอเหตุการณ์แบบเขามั๊ย แก้ปัญหาอย่างไร

หมอพบบ่อยเลยที่พ่อหรือแม่ไม่รู้จักลูก ซึ่งมักพบว่าเป็นพ่อที่ทำงานหนัก ไม่สามารถจัดการเวลาให้มีกับครอบครัวได้ ไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทลูกคือใคร บุคลิกเป็นอย่างไร ครูคนไหนที่ลูกไม่ชอบ ลูกแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะหากเราพลาดโอกาสรู้จักลูกในวัยนี้ เราอาจจะไม่มีทางรู้จักลูกเลยก็ได้ เพราะเมื่อเขาเข้าสู่วัยรุ่นโลกส่วนตัวของเขาก็จะมา

ยิ่งเรารู้จักใครไม่ลึกซึ้งเราก็จะคุยกับเขาน้อยลงไปเรื่อยๆ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คนไข้วัยรุ่นที่มาหาหมอที่พ่อหรือแม่ไม่ได้เคยสนิทกับเขามาก่อน ก็ยิ่งห่างกันออกไป การใช้ชีวิตในครอบครัวเหมือนเป็นหน้าที่ พ่อหาเงิน แม่ดูแลลูก ลูกไปเรียน ความสัมพันธ์ผิวเผินนี้มันแตกหักง่ายมาก…

…..เราต้องไม่เผลอให้ความสะดวกสบายมาทดแทนหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ของเรา การมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกเป็นงานยากมาก หมอคิดว่า สำหรับบางครอบครัวมันยากกว่าการทำให้ลูกเชื่อฟังในกฎกติกาของบ้านเสียอีก เราต้องเป็นคนคิดว่าจะคุยอะไรกับลูก จะหากิจกรรมอะไรทำกับลูก จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเราให้ลูกฟังแค่ไหนจึงจะสมดุล ไม่ให้เด็กฟังจนกลัวเกินไป ข้อผิดพลาดของเราในอดีตตอนเด็กบอกเขาได้มากเท่าไร สิ่งต่างๆเหล่านี้ เราจะต้องค่อยๆ พัฒนาไปค่ะ

เมื่อลูกมีสัมพันธภาพที่ผูกพันลึกซึ้งแบบนี้จากเราแล้ว เมื่อเขาเป็นพ่อคนแม่คนเขาก็สามารถมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกเช่นนี้กับลูกของเขาได้ต่อๆ ไป…ดูเพิ่มเติม

 

พ.ญ. เสาวภา พรจินดารักษ์
พัฒนาการเด็กและพฤติกรรม
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

 

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ นัดหมายแพทย์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
โทร. 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com