ตรวจยีนก่อมะเร็งเพศหญิง รู้ล่วงหน้าเพื่อวางแผนชีวิต

แองเจลิน่า โจลี่ เป็นนักแสดงฮอลลีวู้ดคนแรกๆ ที่ตรวจพันธุกรรมหรือยีน เพื่อหาความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งในเพศหญิง เนื่องจากคุณแม่เธอเป็นมะเร็งเต้านม ทำให้เธอรู้ว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ 80 เปอร์เซ็นต์ จึงตัดสินใจผ่าตัดเต้านมออกก่อน ที่จะผ่าตัดรังไข่ในอีกสองปีถัดมา และนี่คือคำตอบว่าการตรวจยีน หรือหน่วยพันธุกรรม หรือ DNA ในยีนนั้น ช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งในผู้หญิงได้อย่างไร 

พิชิตมะเร็งรังไข่ให้อยู่หมัด รู้ก่อน วางแผนก่อน

รศ. นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ หัวหน้าสาขาวิชามะเร็งนรีเวชวิทยา  ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และเลขาธิการสมาคมมะเร็งนรีเวชไทยอธิบายว่า

สาเหตุการเกิดมะเร็งในผู้หญิง แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

  • มะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากพันธุกรรม

  • และบางอย่างเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV

มะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรมผิดปรกติ เรียกว่า ‘Mutationคือ มีการกลายพันธุ์ที่พบบ่อยมาก ได้แก่ มะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่เป็นสองโรคที่มีการเกิดสัมพันธ์กันโดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ถ้าเป็นแล้วไม่รีบรักษาโอกาสเสียชีวิตมีมากกว่าครึ่งนอกนั้นคือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก”

ปรกติ ร่างกายคนเรามียีน BRCA1 และ BRCA 2 ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ หากยีนชนิดนี้มีความผิดปกติจะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ยีนดังกล่าวจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนตำรวจโลก คอยดักจับเซลส์ที่เริ่มเพี้ยนให้ตายไป เพื่อไม่ให้กลายพันธุ์เป็นมนุษย์ต่างดาว แต่เมื่อยีน BRCA ผิดปรกติ เกิดการกลายพันธุ์ แทนที่ตำรวจจะจับ กลับปล่อยเกียร์ว่าง เหมือนปล่อยให้ผู้ร้ายซึ่งเป็นเซลล์มะเร็งเต็มบ้านเต็มเมือง ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ สามารถตรวจได้ว่า คนไข้มียีน หรือหน่วยพันธุกรรม หรือ DNA ที่อยู่ในยีนผิดปรกติที่สามารถกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่”

คนไข้บางรายมียีนก่อมะเร็งก็จริง แต่เซลส์นั้นอาจกลายเป็นมะเร็ง หรือไม่เป็นมะเร็งก็ได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยเสริม เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนมีเม็ดถั่วเขียวในตัวเรา ถ้าเม็ดถั่วเขียวนั้นไม่ได้ปุ๋ยและน้ำ ก็ไม่งอกหรือเจริญเติบโต แต่ผู้หญิงบางคนกินฮอร์โมน หรืออาหารเสริมที่มีฮอร์โมนบางอย่างที่เปรียบเหมือนปุ๋ยและน้ำ ที่ทำให้เม็ดถั่วเขียวงอกได้ หรือบางครั้งคนไข้ตรวจภายในก็จริง แต่หมออาจคลำไม่เจอ เพราะระยะแรกของมะเร็งรังไข่ยังมีขนาดแค่ 2-3 ซม.อยู่ในท้อง หรือคนไข้บางรายรู้ว่าคุณแม่เป็นมะเร็ง แต่เมื่อเขาตรวจยีนแล้วไม่พบ ก็เป็นความสบายใจที่เขาสามารถใช้ชีวิตได้ตามปรกติ นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการตรวจยีน หรือ DNA เพื่อให้เรารู้ก่อนว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งกี่เปอร์เซ็นต์ ตัวคนไข้เองจะได้ดูแล ตัดสินใจ และจัดการกับชีวิตได้ เช่นเดียวกับกรณีของแอนเจลีน่า โจลี่ ซึ่งเธอเลือกผ่าตัดออกก่อนเป็นมะเร็งนั่นเอง หรือแม้แต่คนไข้เป็นมะเร็งโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อรู้แล้ว ทั้งแพทย์และคนไข้จะได้ปรึกษาร่วมกันว่า มีวิธีและขั้นตอนการรักษาแบบใดได้บ้าง

เจาะเลือดตรวจยีน ง่ายและสะดวกที่สุด

วิธีตรวจคัดกรองพันธุกรรมมะเร็ง (Genetic Testing for Cancer) ทำได้หลายวิธี อาทิ

1. เจาะเลือดตรวจยีน เป็นวิธีที่แม่นยำและสะดวกที่สุด ปัจจุบันมีไม่กี่แห่งในประเทศไทย ที่สามารถตรวจและวิเคราะห์ผลได้

2. ตรวจเซลส์ในกระพุ้งแก้ม

3. ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนสามารถเจาะเลือดตรวจหายีนผิดปรกติได้เพราะเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงต้องพบแพทย์เพื่อพูดคุยกันรวมทั้งมีข้อบ่งชี้ว่ารายใดควรตรวจเช่นมีแม่หรือพี่สาวซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งหรือเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุน้อยหรือในร่างกายเป็นมะเร็งหลายจุดผู้ที่มีสัญญาณเตือนเหล่านี้ควรตรวจเพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการป้องกันตัวเอง

ส่วนผู้ที่เป็นมะเร็งแล้ว จะได้รู้ว่าปัจจุบันมีวิธีรักษานอกเหนือจากการให้คีโมและฉายแสง

เช่นที่ คุณหมอวิชัย อธิบายว่า

ปัจจุบันมีวิธีรักษาที่เรียกว่า Targeted Therapy คือ ให้ยารักษาพุ่งเป้าไปที่ยีนผิดปรกติ อาจใช้รักษาโดยตรงอย่างเดียวหรือร่วมกับการให้คีโมและฉายแสง ซึ่งการให้คีโมหรือฉายแสงเป็นการรักษาหว่านทำลายทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ดีก็โดนไปด้วย รวมทั้งป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ มีทั้งแบบฉีดและกิน ได้รับการรับรอง USFDA จากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาเมื่อสองปีมานี้

มะเร็งปากมดลูกเกิดจากติดเชื้อไวรัส HPV

นอกจากนี้คุณหมอวิชัยอธิบายเพิ่มเติมว่ามะเร็งที่พบในผู้หญิงไทยอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม คือมะเร็งปากมดลูกซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV

ถามว่าอาการมะเร็งปากมดลูกเป็นอย่างไร ตามตำราบอกว่า มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือมีอาการตกขาว แต่รู้หรือไม่ว่า ที่มีอาการเหล่านั้นแสดงออกมา เพราะเป็นมากแล้ว ไม่ใช่ระยะเริ่มต้น เพราะการติดเชื้อไวรัส HPV กว่าจะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก ใช้เวลา 10-15 ปี ซึ่งถ้าได้พบแพทย์เพื่อตรวจ ตั้งแต่ยังไม่เป็นมะเร็ง หรือเป็นระยะเริ่มต้น สามารถรักษาหายขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ประเด็นคือ ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่มักรอจนมีอาการถึงค่อยตรวจ

4 วิธีตรวจ + ป้องกันมะเร็งปากมดลูก

1.ตรวจแป๊ปสเมียร์ เป็นการตรวจคัดกรองที่ใช้กันมากสุดในประเทศไทย สามารถลดอุบัติการของมะเร็งปากมดลูกได้ แต่อาจมีโอกาสผิดพลาดราว 1 ใน 3 จึงแนะนำให้ตรวจบ่อยทุก 1-3 ปี ถ้าผลปกติติดต่อกัน 3 ครั้งแล้วค่อยเว้นระยะห่างออกไป

2. ตรวจด้วยน้ำส้มสายชู มีการใช้วิธีนี้ในหลายจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งคนไข้ไม่สะดวกเดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล จึงเป็นวิธีคัดกรองโรคระดับต้นๆ โดยใช้น้ำส้มสายชู อสร. พ่นปากมดลูก หากพบว่าเป็นสีขาว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะส่งคนไข้มาพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยต่อไป 

3.ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV (HPV Testing) เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง 99 เปอร์เซ็นต์ โอกาสพลาดน้อยมาก แต่เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า สามารถตรวจห่างกัน 5 ปีต่อ 1 ครั้งก็ได้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศซึ่งเทรนด์ในอนาคตอาจเปลี่ยนจากการตรวจด้วยสองวิธีแรกมาเป็นวิธีนี้

4.ชุดตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยตัวเอง แก้ปัญหาคนขี้อายด้วยอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยตัวเองลักษณะคล้ายแท่งปากกาสอดในช่องคลอดจากนั้นส่งอุปกรณ์ชิ้นนี้ทางไปรษณีย์ให้ห้องแล็บรุ่นใหม่วิเคราะห์ผล

5.ฉีดวัคซีน HPV เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เด็กและผู้หญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 9-55 ปี สามารถฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันการเกิดโรคได้ แต่หากผู้หญิงคนนั้นเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว การฉีดวัคซีนย่อมไม่ได้ผล โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ตรวจหามะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 25 ปี อย่างไรก็ตาม เราสามารถฉีดวัคซีนได้แม้ยังไม่อยากตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

สำหรับจำนวนเข็มในการฉีดวัคซีน หากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน เนื่องจากภูมิป้องกันโรคขึ้นได้เร็วและดีกว่าผู้ใหญ่ ถ้าอายุเกิน 14 ปีขึ้นไป ฉีด 3 เข็ม เข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน เข็มที่สามห่างจากเข็มที่สอง 4 เดือน แต่แม้จะฉีดวัคซีนแล้ว ก็ยังควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอ ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ผู้หญิงอายุ 25 ปีควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแล้ว

การตรวจมะเร็งในผู้หญิงให้รู้เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อรีบรักษา ย่อมส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตแน่นอน เพราะฉะนั้นหาเวลาให้ตัวเอง หรือจะขอเวลาทำใจก่อนไปตรวจก็ได้นะ ทั้งหมดนี้เพื่อสุขภาพตัวเราเอง

“ขณะที่ผู้หญิงในประเทศแถบยุโรป ให้ความสำคัญกับการตรวจมะเร็งปากมดลูกถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แต่จากสถิติผู้หญิงไทยเมื่อ 3-4 ปีก่อนพบว่า มีการตรวจหามะเร็งชนิดนี้เพียง 38 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาส่วนใหญ่มาจากอายหมอ กลัวเจ็บ หรือไม่มีอาการอะไร จึงไม่ไปตรวจ ซึ่งเท่ากับว่ามีผู้หญิงไทยอีก 62 เปอร์เซ็นต์ที่เดินลอยนวล โดยขาดโอกาสและเวลาทองที่จะดูแลสุขภาพตัวเอง”

รศ. นพ. วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ

หัวหน้าสาขาวิชามะเร็งนรีเวชวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

เลขาธิการสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย

และ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ Gynecology Centre โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

 

ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์ในนิตยสารแพรวฉบับที่ 906 (25 พ.ค. 2560) โดย ฤาษี ๗ ตน