คำแนะนำผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนคืออะไร?

โรคกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารหรือที่เรียกว่า”Gerd”หมายถึงโรคที่มีอาการซึ่งเกิดจากการไหลย้อนกลับของกรด หรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในเวลากลางวัน หรือกลางคืน หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับประทานอาหารก็ตาม ทำให้เกิดอาการจากการระคายเคืองจากกรด เช่น อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ และมีแผล หรือหลอดอาหารอักเสบโดยไม่เกิดแผล หรือถ้ากรดไหลย้อนขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน อาจทำให้เกิดอาการนอกหลอดอาหาร เช่น อาการทางปอด หรืออาการทางคอและกล่องเสียง

ตรวจ1

อาการสำคัญของโรคไหลย้อนจากกระเพาะอาหาร ได้แก่

– อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปที่บริเวณคอได้

– รู้สึกคล้ายมีก้อนในคอ

– กลืนลำบากติดๆ ขัดๆ คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ หรือกลืนเจ็บ

– เจ็บคอ หรือแสบปากหรือลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า

– รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก

– มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคายตลอดเวลา

– เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหารหรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอกหรือคอ

– รู้สึกจุกแน่นอยู่ในคอ หรือหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย

– มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้

– ไอเรื้อรัง กระแอมไอบ่อย ไอหรือรู้สึกสำลักน้ำลายหรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืนจนอาจต้องตื่นกลางดึก

– เป็นโรคปอดอักเสบเป็นๆ หายๆ

 

ทางเลือกอื่นในการรักษา

ในปัจจุบันการรักษาด้วยยามักให้ผลการรักษาที่ดี แต่ต้องรับประทานยาเป็นระยะเวลานานกว่าการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารทั่วไป และเมื่อหยุดยาผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมักมีอาการกลับขึ้นมาใหม่ ดังนั้นการผ่าตัดจึงแนะนำในผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเป็นเวลานาน แล้วไม่สามารถควบคุมอาการหรือหยุดยาได้ หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานยาเป็นเวลานานและมีผลข้างเคียงจากยา หรือผู้ป่วยอายุน้อยที่จำเป็นต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน และผู้ป่วยที่มีผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากโรคโดยเฉพาะผู้ป่วยเด็ก ซึ่งผู้ป่วยที่ต้องทำการผ่าตัดมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ถ้ารับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น พิจารณาทำ Gastroscopy

 

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการตรวจรักษา

ยังไม่พบหลักฐานชัดเจน นอกจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาเป็นะยะเวลานานๆ

 

การปฏิบัติตัวก่อน-หลัง

  • ระวังน้ำหนักตัวไม่ให้มาก หรืออ้วนเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือาหารที่มีรสเปี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง และช็อคโกแลต
  • หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา และการสูบบุหรี่
  • ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดรูป หรือรัดแน่นเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อเย็นปริมาณมาก และไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  • หลังการรับประทานอาหาร พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลังกาย การยกของหนัก การเอี้ยวหรือการก้มตัวทันที
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก พยายามรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน อาหารย่อยยาก พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ fastfood ถั่ว ลูกอมเปปเปอร์มิ้นต์ เนย ไข่ นม
  • รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารจนอิ่ม แน่นท้องหรือมากเกินไป ควรรับประทานอาหารในปริมาณน้อยๆแต่บ่อยครั้ง
  • ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ6-10นิ้วจากพื้นราบ โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพยายามหลีกเลี่ยงความเครียด

 

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจรักษา หรือต้องการทำนัด กรุณาติดต่อได้ที่ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร

โทร. 0-2686-2700 ต่อ 2753, 3330  E-mail : info@www.bnhhospital.com