ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเบาหวาน

เบาหวาน คืออะไร?

เบาหวาน คือ ความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงผิดปกติ อันเนื่องจากมีความผิดปกติของเบต้าเซลล์ของตับอ่อน เป็นเหตุให้สร้างและหลั่งฮอร์โอนอินสุลินไม่ได้หรือได้น้อย ร่วมกับมีภาวะการต้านอินสุลินหรือดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินสุลิน

อินสุลิน เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อนำกลูโคสเข้าเซลล์ไม่ได้ ทำให้น้ำตาลคั่งค้างในเลือดสูงขึ้น น้ำตาลส่วนหนึ่งจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะทำให้ปัสสาวะมีรสหวาน จึงเรียกว่า โรคเบาหวาน

เบาหวานคืออะไร

โรคเบาหวานมีกี่ชนิด?

แบ่งตามสาเหตุได้เป็น 4 ชนิดที่สำคัญ ได้แก่

  • เบาหวานชนิดที่ 1 (ต้องพึ่งอินสุลิน)
    มักพบในเด็กสาเหตุเกิดจากตับอ่อนเสื่อมสมรรถภาพ ทำให้สร้างอินสุลินน้อยมากหรือไม่สร้างเลย จึงต้องรักษาโดยยาฉีดอินสุลินเท่านั้น
  • เบาหวานชนิดที่ 2 (ไม่ต้องพึ่งอินสุลิน)
    สาเหตุเกิดจากมีภาวะต้านอินสุลิน ร่วมกับตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินสุลินได้ไม่เพียงพอ มักพลในผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และคนอ้วนซึ่งเป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยกว่าเป็นโรคเบาหวานมากที่สุด
  • เบาหวานขณะตั้งครรภ์
    เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ภายหลังคลอดแล้วโรคเบาหวานจะหายได้เอง พบได้ราว 2 – 7% ของหญิงตั้งครรภ์
  • โรคเบาหวานชนิดอื่นๆ
    เช่น การผ่าตัดตับอ่อน มะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

ต้นเหตุของโรคเบาหวานที่แท้จริงเกิดจากอะไร?

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเบาหวานยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่

  • กรรมพันธุ์
  • ความอ้วน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้องที่เพิ่มมากขึ้น
  • อายุ
  • ยาบางชนิด เช่น สเรียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ เพร็ดนิโซโลน
  • การตั้งครรภ์
  • โรคพิษสุราเรื้อรัง
  • ความเครียด

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคเบาหวาน?

อาการที่แสดงว่ามีน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่

  • ปัสสาวะมากและบ่อยครั้ง โดนเฉพาะตอนกลางคืน
  • คอแห้ง กระหายน้ำ
  • หิวบ่อย
  • กินจุแต่ผอม
  • อ่อนเพลีย ซึม ไม่มีแรง
  • แผลติดเชื้อที่ผิวหนังบ่อยๆ และหายช้า
  • สายตาพร่ามัว
  • มีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ หรือตกขาว
  • หมดความรู้สึกทางเพศ

คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่อาจยังไม่มีอาการของน้ำตาลในเลือดสูงเลย จะวินิจฉัยได้ต่อเมื่อได้รับการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดและพบแพทย์

เกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานในปัจจุบัน

ใช้ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง(ตอนเช้า) ที่มากกว่า 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรอย่างน้อยสองครั้งหรือใช้ระดับน้ำตาลในเลือดที่ขณะใดๆ ก็ตามที่มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรอย่างน้อยสองครั้งร่วมกับมีอาการของน้ำตาลในเลือดสูง

เบาหวาน ถ้าไม่รักษา หรือควบคุมไม่ดี จะมีอันตรายอย่างไร?

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ได้แก่

  1. ภาวะแทรกซ้อนชนิดเฉียบพลัน
    ได้แก่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับภาวะเลือดเป็นกรด หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมากจนเลือดมีความข้นหนืดจนทำให้การไหลเวียนผิดปกติเกิดภาวะขาดน้ำ ซึมลง จนถึงกับเสียชีวิตได้
  2. ภาวะแทรกซ้อนชนิดเรื้อรัง
    มีผลต่อหลอดเลือด และระบบไหลเวียนโลหิตของอวัยวะสำคัญต่างๆ ทำให้เกิดความพิการและทุพลภาพตามมาได้ ที่สำคัญได้แก่

2.1 การเสื่อมภาพ ตีบแข็งของหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ เช่น หลอดเลือดหัวใจทำให้หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายหลอดเลือดสมอง เกิดภาวะอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตครึ่งซีกหลอดเลือดที่เท้า เกิดแผลเรื้อรัง นิ้วเท้าดำ เน่า ต้องตัดนิ้ว หรือตัดเท้าในที่สุด

2.2 การเสื่อมสภาพของหลอดเลือดขนาดเล็ก ได้แก่

  • ความผิดปกติของจอประสาทตา จอประสาทตาขาดเลือดมีเส้นเลือดงอกใหม่ เลือดออกในจอประสาทตา ตาบอดในที่สุด (โอกาสเกิดถึง 5 เท่า ของคนปกติ)
  • ความผิดปกติของไต ในระยะแรกมีไข่ขาวในปัสสาวะสังเกตได้จากปัสสาวะเป็นฟอง ระยะต่อมาจะมีความดันโลหิตสูง ปัสสาวะน้อยลง บวม และเป็นไตวายเรื้อรังในทีสุด (โอกาสเกิดได้ถึง 17 เท่าของคนปกติ)
  • ความผิดปกติของปลายประสาทมีอาการชา เท้าทั้งสองข้างเจ็บผิดปกติ ปวดแสบร้อน รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรไต่เหมือนไฟช๊อต เป็นตะคริวบ่อย อ่อนแรง เป็นต้น (โอกาสถึง 5 เท่าของคนปกติ)

เบาหวาน… มีหลักการรักษาอย่างไร?

การควบคุมอาหาร
อาหารที่รับประทานแต่ละมื้อจะถูกย่อยและกลายเป็นน้ำตาลในเลือด การรับประทานอาหารในปริมาณที่ถูกต้องจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดน้ำหนักและลดระดับไขมันในเลือดได้

การออกกำลังกาย
ช่วยให้น้ำตาลในเลือดถูกนำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดระดับน้ำตาล ลดน้ำหนัก และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ

ใช้ยาลดระดับน้ำตาล
เมื่อการควบคุมอาหารและออกกำลังการลดน้ำหนักไม่เป็นผล อาจใช้ยาเม็ดลดระดับน้ำตาลหรือยาฉีดอินสุลินความอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

การดูแลและประเมินเบาหวานด้วยตนเอง
โดยหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้วหรือน้ำตาลในปัสสาวะด้วยตนเองที่บ้าน และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องตามนัดหมาย

เบาหวานเป็นโรคที่เรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด ต้องอาศัยการดูแลสุขภาพตนเองเป็นหลักตลอดชีวิต ผู้เป็นเบาหวานจึงควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเบาหวานในทุกแง่มุมและมีความเข้าใจในโรคนี้อย่างลึกซึ้งทั้งนี้เพื่อจะได้ป้องกันและยับยั้งการเกิดโรคแทรกซ้อนและสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเบาหวานจะทำหน้าที่วางแผน ป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ให้คำแนะนำและปรึกษา ช่วยให้ผู้เป็นเบาหวานดูแลตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนั้นยังสามารถประเมินความเสี่ยงในคนไข้กลุ่มที่ยังไม่เป็นเบาเหวานได้อีกด้วย

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ นัดหมายแพทย์ คลีนิคเบาหวานและฮอร์โมน โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
โทร : 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com