ภาวะหมดระดูหรือวัยทอง

ภาวะหมดระดูหรือวัยทอง คือภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศพบในผู้หญิงอายุเฉลี่ย 40 – 55ปี องค์การอนามัยโลกได้ให้ความหมายของคำที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่วัยหมดระดู หรือวัยทองไว้ ดังนี้

 

1. วัยใกล้หมดระดู (Perimenopause) เป็นเวลาที่รังไข่เริ่มทำงานไม่ปกติจนหยุดทำหน้าที่ไปในที่สุด โดยทั่วไปมีระยะเวลา 2 – 8 ปี ก่อนเข้าสู่วัยหมดระดู และมักนับรวมไปถึงระยะเวลา 1 ปี หลังจากระดูครั้งสุดท้าย

2. วัยหมดระดู ( Menopause) หมายถึง ช่วงเวลาของการสิ้นสุดการมีระดูอย่างถาวร เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ถือว่าการมีระดูครั้งสุดท้ายเป็นเวลาที่เข้าสู่วัยหมดระดู

3. วัยหลังหมดระดู (Postmenopause) เป็นระยะเวลาภายหลังหมดระดู โดยนับจากปีที่เข้าสู่วัยหมดระดู

อาการของวัยหมดระดู(Menopausal Symptoms) แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

  1. Somatic Symptoms ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดข้อ และ Urogenital Atrophy เช่น vaginitis, urethritis ช่องคลอดแห้ง และเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์, ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ขณะไอหรือจาม
  2. Psychological Symptoms เช่น อารมณ์หงุดหงิดง่าย, เป็นทุกข์, ตกใจง่าย, ซึมเศร้า, หลงลืมง่าย, ไม่มีสมาธิหรือนอนไม่หลับ
  3. Vasomotor Symptoms เช่น hot flushes ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด เริ่มต้นมีความรู้สึกร้อน มักใจสั่น รู้สึกกลุ้มใจ ตามด้วยอาการหนาวสั่น พร้อมกันนี้จะเห็นว่าสีของผิวหนัง จะแดงขึ้นมาทันทีตรงบริเวณศีรษะ คอ หน้าอก อาการมักเป็นอยู่ประมาณ 3 – 4 นาที และตามด้วยเหงื่อออก
  4. Sexual Symptoms เช่น ความต้องการทางเพศลดลง หรือไม่มีความต้องการ อาการที่แสดงออก ทางคลินิก มีความผันแปรมาก สตรีบางคนมีอาการรุนแรงมากก่อนที่จะหมดประจำเดือน บางรายอาจไม่แสดงอาการใดเลย

การดูแลตนเองเพื่อรักษาสุขภาพในภาวะหมดระดู

             แพทย์มีหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองในวัยหมดระดู  เพื่อลดปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นและทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปได้อย่างปกติสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สตรีวัยหมดระดูควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวดังนี้

  1. อาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงโดยเฉพาะไขมันจากสัตว์หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้เพียงพอ โดยปริมาณแคลเซียมที่แนะนำในสตรีวัยนี้คือ1000มิลลิกรัม โดยมีการศึกษาพบว่าอาหารที่คนไทยรับประทานกันอยู่ตามปกติ มีปริมาณแคลเซียมอยู่ไม่ถึง 400 มิลลิกรัม    ดังนั้น  สตรีในวัยทองจึงต้องรับประทานอาหารที่แคลเซียมเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 600 มิลลิกรัม โดยพบปริมาณของแคลเซียมสูงในนมวัว กุ้งฝอย  ปลาตัวเล็ก และผักใบเขียว  นอกจากนี้ปริมาณ Cholesterol ที่ได้รับในแต่ละวันไม่ควรเกิน 300 มิลลิกรัม โดยจะพบปริมาณ Cholesterol สูงในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์ ไข่แดง อาหารทะเล
  1. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายในวัยทอง เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะมีผลต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ช่วยลดปริมาณไขมันส่วนเกิน นอกจากนี้ยังสามารถลดอาการทางจิตประสาท และลดภาวะซึมเศร้าได้ด้วย ปริมาณของการออกกำลังกายที่เหมาะสม คือสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งและใช้เวลาในแต่ละครั้งประมาณ 30 นาที
  1. ละเว้นจากพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การเสพสิ่งเสพติด และของมึนเมา อารมณ์ สตรีในวัยนี้มักมีอาการซึมเศร้า อ่อนไหวง่าย ท้อแท้  แนะนำไม่ให้อยู่คนเดียว แนะนำให้อยู่ใกล้ชิดเพื่อนฝูง ลูกหลาน หากิจกรรมทำ อาทิเช่น เข้าวัด ฟังธรรม นั่งทำสมาธิ และปล่อยวาง

 

  1. การนอน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และต้องการการพักผ่อนมากกว่าปกติ แต่บางครั้งอาจมีอาการร้อนวูบวาบจนทำให้หลับไม่สนิท  ดังนั้นควรนอนหลับในอุณหภูมิต่ำ  อากาศเย็นสบาย หลีกเลี่ยงความเครียด และความวิตกกังวลที่อาจส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ
  1. การตรวจสุขภาพ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพประจำปีขั้นพื้นฐาน อาทิเช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด ตรวจปัสสาวะ และอุจจาระ  ตรวจเบาหวาน และไขมันในเลือด  การตรวจเต้านม ตรวจภายใน และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

 

  1. สุขภาพทางเพศ คู่สมรสควรมีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความต้องการ และปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ เพื่อความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย
  1. ในกรณีที่พบความผิดปกติ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาและเลือกวิธีการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป-

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 4 โรงพยาบาลบีเอ็นเอช เบอร์ติดต่อ 02 – 022 – 0700 ต่อ 4455 – 4456