อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือที่หลายคนเรียกว่า “มดลูกหย่อน”
เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะหลังคลอดบุตร หรือเมื่ออายุมากขึ้น
แม้หลายคนอาจรู้สึกอายหรือไม่กล้าพูดถึง แต่ความจริงแล้วเป็นภาวะที่พบได้บ่อย
และ สามารถรักษาได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่ออวัยวะต่าง ๆ ในอุ้งเชิงกราน เช่น
มดลูก กระเพาะปัสสาวะ ไส้ตรง หรือผนังช่องคลอด
เลื่อนหลุดจากตำแหน่งตามปกติและเคลื่อนลงต่ำ โดยมีสาเหตุจาก
กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพยุงพื้นอุ้งเชิงกรานอ่อนแรงหรือเสื่อมสภาพ
จนไม่สามารถประคองอวัยวะได้ดีเหมือนเดิม ทำให้อวัยวะ:
- หย่อนลงมาโป่งเข้ามาในช่องคลอด
- บางรายอาจโผล่พ้นปากช่องคลอดจนมองเห็นได้ชัด
ในหลายกรณี เมื่อโครงสร้างพยุงพื้นอุ้งเชิงกรานอ่อนแรง
มักไม่ได้มีเพียงอวัยวะเดียวที่หย่อน แต่อาจมีหลายอวัยวะหย่อนลงมาพร้อมกัน
ทำให้อาการซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตหลายด้าน
ข่าวดีคือ ภาวะนี้ มีทางเลือกในการรักษาหลายแบบ
และจำนวนไม่น้อยสามารถดูแลได้ด้วยวิธี ไม่ต้องผ่าตัด
หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยชะลอความรุนแรงและปรับคุณภาพชีวิตได้มาก
ทำไมจึงเกิดภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน
ในสภาวะปกติ อวัยวะในอุ้งเชิงกราน ได้แก่ มดลูก กระเพาะปัสสาวะ และไส้ตรง
จะถูกยึดไว้ด้วย ระบบพยุงพื้นอุ้งเชิงกราน ประกอบด้วย:
- กล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกราน
- เอ็นที่พยุงมดลูกและอวัยวะรอบข้าง
- เนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่าง ๆ
ระบบนี้ทำหน้าที่เหมือน “เปลรองรับ” ที่แข็งแรงและยืดหยุ่น คอยประคองอวัยวะให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
เมื่อโครงสร้างเหล่านี้ อ่อนแรง ฉีกขาด หรือเสื่อมสภาพ
ก็จะไม่สามารถพยุงอวัยวะได้อีกต่อไป ทำให้อวัยวะเริ่มหย่อนและเลื่อนต่ำลง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นอุ้งเชิงกรานอ่อนแรง
1. การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
- ในระหว่างตั้งครรภ์ น้ำหนักของทารกและมดลูกที่ขยายใหญ่ กดลงบนพื้นอุ้งเชิงกรานเป็นเวลานาน
- ฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ทำให้เนื้อเยื่อยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อเตรียมคลอด แต่ก็ทำให้ “หย่อน” ง่ายขึ้น
- ระหว่างคลอดทางช่องคลอด กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออาจถูกยืดมาก หรือเกิดการฉีกขาด
2. วัยหมดประจำเดือน
- เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างมาก
- เอสโตรเจนช่วยรักษาความแข็งแรงและยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ
- เมื่อฮอร์โมนลดลง เนื้อเยื่อจะค่อย ๆ บางลง แห้งลง และอ่อนแรงมากขึ้น
3. ปัจจัยอื่น ๆ
- การยกของหนักเป็นประจำ
- การไอเรื้อรัง เช่น จากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือการสูบบุหรี่
- ภาวะท้องผูกเรื้อรัง ต้องเบ่งแรงบ่อย ๆ
- กิจกรรมหรืออาชีพที่เพิ่มแรงกดในช่องท้องอย่างต่อเนื่อง
สัญญาณเตือนที่ควรระวัง
อาการของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนอาจแตกต่างกันมากในแต่ละคน
ขึ้นกับว่าอวัยวะใดหย่อน ระดับความหย่อน และมีหลายส่วนหย่อนร่วมกันหรือไม่
ในระยะแรกอาจ ไม่มีอาการ เลย และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจภายในประจำปี
แต่เมื่อหย่อนมากขึ้น จะเริ่มมีอาการชัดเจนขึ้น ดังนี้
- รู้สึกหรือมองเห็นก้อนนูนที่ช่องคลอด
- อาจคลำได้ว่ามีก้อนเนื้อยื่นลงมาที่ปากช่องคลอด
- บางรายก้อนยื่นออกนอกช่องคลอด โดยเฉพาะเวลายืน เดิน หรือออกแรง
- อาการมักดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก
- ความรู้สึกหน่วง แน่น หรือถูกกดทับบริเวณอุ้งเชิงกราน
บางคนบอกว่าเหมือน “มีอะไรจะหลุดออกมา” โดยเฉพาะเมื่อยืนนาน หรือหลังทำงานทั้งวัน - ปวดหลังส่วนล่าง
อาจเป็นอาการปวดตื้อ ๆ หรือโครมครวญ เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนท่าทางหรือแรงกดที่เพิ่มขึ้น - ปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ (เมื่อกระเพาะปัสสาวะหย่อน)
- ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะเร่งด่วน
- รู้สึกปัสสาวะไม่สุด เหมือนยังค้างอยู่
- แรงฉีดของปัสสาวะลดลง
- ปัสสาวะรั่วเมื่อไอ จาม หัวเราะ หรือออกแรง
- ปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ (เมื่อไส้ตรงหย่อน)
- รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือมีอุจจาระค้าง
- บางรายต้องใช้นิ้วกดผ่านผนังช่องคลอดเพื่อช่วยให้ถ่ายได้ (เรียกว่า splinting)
- รู้สึกปวดหรือไม่สบายระหว่างมีเพศสัมพันธ์
รวมถึงคู่ครองอาจรู้สึกถึงก้อนนูนในช่องคลอด - ผ้าอนามัยแบบสอดไม่อยู่
ในผู้ที่ยังมีประจำเดือน อาจพบว่าทำให้ผ้าอนามัยแบบสอดหลุดง่ายหรือใส่แล้วรู้สึกผิดปกติ
อาการมักแย่ลงเมื่อยืน เดิน นาน ๆ และดีขึ้นเมื่อนอนพัก
หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ ไม่ควรรอจนรุนแรง
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน ได้แก่:
- ประวัติการคลอดบุตร
โดยเฉพาะ:- คลอดทางช่องคลอดหลายครั้ง
- ทารกตัวใหญ่ น้ำหนักมาก
- ใช้คีม หรือเครื่องดูดสุญญากาศช่วยคลอด
- อายุที่มากขึ้น
กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อจะเสื่อมสภาพตามวัย ทำให้เสี่ยงมากขึ้นในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ - ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
น้ำหนักตัวที่มากทำให้พื้นเชิงกรานต้องรับแรงกดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง - ประวัติผ่าตัดอุ้งเชิงกราน
เช่น การผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) หรือผ่าตัดอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง
อาจทำให้โครงสร้างพยุงเปลี่ยนไปหรืออ่อนแรงลง - ภาวะที่ต้องเบ่งหรือเกร็งท้องบ่อย ๆ
เช่น ท้องผูกเรื้อรัง การไอเรื้อรัง การยกของหนักเป็นประจำ - ปัจจัยทางพันธุกรรมและโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
หากมารดาหรือพี่น้องหญิงมีประวัติภาวะนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
ผู้ที่มีโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น Ehlers-Danlos หรือ Marfan syndrome ก็มีความเสี่ยงสูง
แม้มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเกิดภาวะนี้แน่นอน
แต่ควรใช้เป็นข้อมูลเพื่อช่วยในการเฝ้าระวังและดูแลตนเอง
การวินิจฉัยและการตรวจประเมิน
เมื่อไปพบสูตินรีแพทย์ แพทย์จะ:
- ซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับอาการ การคลอดบุตร โรคประจำตัว และพฤติกรรมเสี่ยง
- ตรวจร่างกายและตรวจภายใน เพื่อประเมินว่าอวัยวะใดหย่อนและหย่อนมากแค่ไหน
- อาจให้คุณเบ่งหรือไอระหว่างตรวจ เพื่อดูว่าก้อนหย่อนออกมามากเพียงใด
- บางกรณีอาจตรวจในท่ายืนหรือท่านั่ง เพื่อให้เห็นความหย่อนชัดขึ้น
ตรวจเพิ่มเติมที่อาจจำเป็น:
- อัลตราซาวนด์บริเวณอุ้งเชิงกราน
- การตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ (Urodynamic studies) หากมีปัญหาปัสสาวะร่วมด้วย
- การตรวจภาพทางรังสีหรือการตรวจอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์
แพทย์จะประเมินระดับความรุนแรงของภาวะ ตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ปานกลาง จนถึงรุนแรง
ซึ่งมีผลต่อการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม
ทางเลือกในการรักษา
การรักษาขึ้นกับ อาการ ความรุนแรง อายุ สุขภาพโดยรวม และความต้องการของผู้ป่วย
หลัก ๆ มีทั้งวิธีไม่ผ่าตัดและผ่าตัด
1. การเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
เหมาะสำหรับผู้ที่:
- มีอาการเล็กน้อย
- ไม่รบกวนชีวิตประจำวันมาก
แนวทางประกอบด้วย:
- ลดน้ำหนัก หากมีน้ำหนักเกิน
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
- รักษาภาวะท้องผูกและไอเรื้อรัง
- ตรวจติดตามกับแพทย์เป็นระยะ
2. การฝึกกล้ามเนื้อพื้นเชิงกราน (Kegel Exercises)
เป็นการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกราน
เหมาะสำหรับภาวะหย่อนระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันไม่ให้แย่ลง
หลักการฝึก:
- เกร็งกล้ามเนื้อเหมือนกำลัง “กลั้นปัสสาวะ” หรือ “กลั้นลม”
- เกร็งค้าง 5–10 วินาที แล้วคลาย
- ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง ต่อหนึ่งรอบ วันละประมาณ 3 รอบ
การฝึกกับนักกายภาพบำบัดเฉพาะทางพื้นอุ้งเชิงกรานช่วยให้มั่นใจว่าทำถูกวิธี
และเพิ่มประสิทธิผลของการรักษา
3. การใช้อุปกรณ์ค้ำยันช่องคลอด (Pessary)
Pessary เป็นอุปกรณ์ทำจากซิลิโคนหรือวัสดุนิ่ม
ออกแบบให้สอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อช่วยค้ำยันอวัยวะที่หย่อนให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
เหมาะสำหรับ:
- ผู้ที่ไม่สะดวกหรือไม่ต้องการผ่าตัด
- ผู้ที่มีโรคร่วมหลายอย่างทำให้เสี่ยงต่อการผ่าตัด
- ผู้ที่ต้องการเลื่อนการผ่าตัดออกไปก่อน
ต้องมีการติดตามกับแพทย์เพื่อตรวจดูตำแหน่ง อาการระคายเคือง และทำความสะอาด
บางชนิดผู้ป่วยสามารถถอดและทำความสะอาดเองได้หลังเรียนรู้วิธีที่ถูกต้อง
4. ฮอร์โมนทดแทนเฉพาะที่
ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การใช้ เอสโตรเจนเฉพาะที่ในช่องคลอด
เช่น ครีมหรือแหวนฮอร์โมน อาจช่วย:
- ให้เนื้อเยื่อช่องคลอดและปากมดลูกมีความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นดีขึ้น
- ลดอาการระคายเคืองหรือแห้ง
- ช่วยให้การใส่ pessary สบายขึ้น
5. การผ่าตัด
ใช้ในกรณีที่:
- อาการรุนแรง
- วิธีไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยไม่พอใจกับผลลัพธ์
แนวทางผ่าตัดมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่หย่อน ระดับความรุนแรง และความต้องการมีบุตร เช่น:
- การซ่อมแซมผนังช่องคลอดและโครงสร้างพยุงด้วยเนื้อเยื่อของตนเอง
- การใช้วัสดุสังเคราะห์บางชนิดช่วยค้ำยัน (ตามดุลยพินิจและความเหมาะสม)
- การผ่าตัดเอามดลูกออกในกรณีที่เหมาะสมและผู้ป่วยไม่ต้องการมีบุตรแล้ว
- ผ่าตัดผ่านทางช่องคลอด ทางหน้าท้อง หรือส่องกล้อง ขึ้นกับเทคนิคและข้อบ่งชี้
แพทย์จะอธิบายข้อดี–ข้อจำกัด และความเสี่ยงของแต่ละวิธี
เพื่อให้ผู้ป่วยร่วมตัดสินใจอย่างเหมาะสม
การดูแลตัวเองและการป้องกัน
- ฝึกกล้ามเนื้อพื้นเชิงกรานสม่ำเสมอ
เริ่มฝึกได้ตั้งแต่ยังสาว โดยเฉพาะหลังคลอดบุตรในแต่ละครั้ง
ช่วยเสริมความแข็งแรงและชะลอการหย่อน - รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
เพื่อลดแรงกดต่อพื้นอุ้งเชิงกราน - หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
หากจำเป็นควรงอเข่า ใช้แรงจากขา และหายใจออกในขณะยก เพื่อลดแรงดันในช่องท้อง - ป้องกันท้องผูก
รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง ดื่มน้ำเพียงพอ และออกกำลังกาย
หลีกเลี่ยงการเบ่งแรงเวลาขับถ่าย - เลิกสูบบุหรี่
เพื่อลดการไอเรื้อรังและช่วยให้คุณภาพเนื้อเยื่อดีขึ้น - ดูแลสุขภาพหลังคลอด
ให้ร่างกายฟื้นตัวเต็มที่ หลีกเลี่ยงงานหนักในช่วงต้น และเริ่มฝึก Kegel เมื่อแพทย์อนุญาต - ตรวจสุขภาพสตรีเป็นประจำ
การตรวจภายในกับสูตินรีแพทย์ทุกปี จะช่วยให้ตรวจพบภาวะนี้ตั้งแต่เริ่มแรก
สรุป
อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้หญิง
โดยเฉพาะหลังคลอดบุตรหรือเมื่ออายุมากขึ้น เกิดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่พยุงพื้นอุ้งเชิงกรานอ่อนแรง
ทำให้อวัยวะต่าง ๆ เช่น มดลูก กระเพาะปัสสาวะ หรือไส้ตรง หย่อนลงมาและโป่งเข้ามาในช่องคลอด
แม้อาการอาจทำให้รู้สึกอึดอัด หนักหน่วง หรือส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
รวมถึงการปัสสาวะ ขับถ่าย และเพศสัมพันธ์ แต่ ภาวะนี้มีทางรักษา
ทั้งแบบไม่ผ่าตัด เช่น การฝึกกล้ามเนื้อพื้นเชิงกราน การใช้อุปกรณ์ค้ำยัน
ไปจนถึงการผ่าตัดในกรณีจำเป็น หลายรายสามารถควบคุมอาการได้ดีด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด
การรักษาน้ำหนักตัว ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกราน
หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ดูแลภาวะท้องผูก และไปตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ
เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและชะลอการดำเนินของโรค
หากคุณเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติ เช่น ก้อนนูนที่ช่องคลอด รู้สึกหน่วง หรือมีปัญหาปัสสาวะ–ขับถ่าย
อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและตรวจประเมิน
การก้าวออกไปขอความช่วยเหลือคือจุดเริ่มต้นสำคัญในการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
คุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง และมีทีมแพทย์พร้อมช่วยดูแลเสมอ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Mayo Clinic. (2024). Pelvic organ prolapse — Symptoms & causes. สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2024.