โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือ Pelvic Inflammatory Disease (PID) คือภาวะการติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีส่วนบน ได้แก่
- มดลูก (Uterus)
- ท่อนำไข่ (Fallopian tubes)
- รังไข่ (Ovaries)
เมื่อเชื้อโรคจากช่องคลอดหรือปากมดลูกลุกลามขึ้นไปสู่อุ้งเชิงกราน จะทำให้เกิดการอักเสบและพังผืดภายในอวัยวะสืบพันธุ์ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะมีบุตรยาก ตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือแม้กระทั่งการติดเชื้อรุนแรงในช่องท้องที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า PID เป็นหนึ่งใน สาเหตุหลักของภาวะมีบุตรยากที่ป้องกันได้ ในสตรีทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15–35 ปี
สาเหตุของโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย ที่แพร่จากช่องคลอดและปากมดลูกขึ้นไปยังมดลูกและท่อนำไข่
เชื้อที่พบบ่อย ได้แก่
- หนองใน (Neisseria gonorrhoeae)
- หนองในเทียม (Chlamydia trachomatis)
นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดตามปกติที่ “หลุดเข้าไป” ในอุ้งเชิงกรานได้ เช่น หลังการมีเพศสัมพันธ์ การคลอด การแท้ง หรือการสอดใส่เครื่องมือในโพรงมดลูก เช่น ห่วงอนามัย (IUD)
การติดเชื้อเหล่านี้ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุท่อนำไข่และอวัยวะโดยรอบ ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการสร้าง พังผืด (adhesion) ซึ่งอาจอุดกั้นท่อนำไข่หรือทำให้เกิด ฝีหนองในอุ้งเชิงกราน (tubo-ovarian abscess) ได้
อาการของโรค
โรคนี้อาจเริ่มต้นอย่าง “เงียบ” โดยไม่มีอาการเด่นชัด บางรายอาจมีเพียงอาการคล้ายปวดประจำเดือนเล็กน้อย ทำให้มักถูกละเลย
อาการที่พบบ่อย ได้แก่:
- ปวดท้องน้อยหรือเชิงกราน (มักปวดเรื้อรัง)
- ตกขาวมากขึ้น หรือมีกลิ่นผิดปกติ
- เลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน
- ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์
- ปวดเวลาปัสสาวะ
- มีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ หรืออาเจียน
หมายเหตุ: บางรายไม่มีอาการเลยจนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือมีบุตรยาก
ควรพบแพทย์เมื่อใด
ควรรีบพบสูตินรีแพทย์โดยเร็วหากมีอาการต่อไปนี้
- ปวดท้องน้อยรุนแรงหรือเรื้อรัง
- มีไข้สูงหรือหนาวสั่น
- ตกขาวมีกลิ่นแรง สีผิดปกติ
- เลือดออกผิดเวลา หรือหลังมีเพศสัมพันธ์
- มีอาการหลังเปลี่ยนคู่นอนหรือคู่นอนใหม่
การพบแพทย์เร็วจะช่วยลดความเสี่ยงของพังผืดและภาวะมีบุตรยาก ได้มาก
ปัจจัยเสี่ยงของโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ
ปัจจัยเสี่ยง
คำอธิบาย
- มีคู่นอนหลายคน หรือคู่นอนมีคู่อื่น
เพิ่มโอกาสติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ - ไม่ใช้ถุงยางอนามัย
ลดการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ - เคยเป็น PID มาก่อน
เพิ่มโอกาสเป็นซ้ำ - อายุยังน้อยและเริ่มมีเพศสัมพันธ์เร็ว
เยื่อบุปากมดลูกยังบอบบาง ทำให้เชื้อเข้าสู่ภายในได้ง่าย - เคยติดเชื้อที่ปากมดลูก (เช่น หนองใน, หนองในเทียม)
เชื้ออาจแพร่ขึ้นสู่อุ้งเชิงกราน - การใส่ห่วงอนามัยหรือทำหัตถการผ่านปากมดลูก
เพิ่มความเสี่ยงชั่วคราวหลังทำหัตถการ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา การอักเสบจะก่อให้เกิดผลระยะยาวต่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ ได้แก่
- ภาวะมีบุตรยาก (Infertility)
พังผืดจากการอักเสบอาจอุดท่อนำไข่ ทำให้ไข่ไม่สามารถปฏิสนธิกับอสุจิได้ - ตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy)
ท่อนำไข่ที่ถูกทำลายจากการอักเสบทำให้ตัวอ่อนฝังตัวผิดที่ ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทันที - ปวดเชิงกรานเรื้อรัง (Chronic Pelvic Pain)
พังผืดในอุ้งเชิงกรานทำให้เกิดการดึงรั้งอวัยวะภายใน เกิดอาการปวดเรื้อรังต่อเนื่อง - ฝีหนองในอุ้งเชิงกราน (Tubo-ovarian abscess)
การติดเชื้อรุนแรงที่เกิดฝีหนองระหว่างรังไข่และท่อนำไข่ อาจแตกทะลุช่องท้องและเป็นอันตรายถึงชีวิต
การวินิจฉัย
แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย รวมถึงอาจใช้การตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
- ตรวจภายใน (Pelvic examination) เพื่อดูอาการกดเจ็บ
- ตรวจตกขาวหรือสารคัดหลั่งจากปากมดลูก เพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย
- อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เพื่อดูการอักเสบหรือฝีหนอง
- การตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อดูการติดเชื้อ
ในบางกรณีที่วินิจฉัยยาก แพทย์อาจพิจารณา ส่องกล้องช่องท้อง (Laparoscopy) เพื่อยืนยันการอักเสบของอวัยวะภายใน
การรักษาโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ
1. การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic therapy)
เป็นการรักษาหลัก โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดครอบคลุมเชื้อหลายชนิด เช่น หนองใน หนองในเทียม และเชื้อในช่องคลอดทั่วไป เพื่อควบคุมการอักเสบตั้งแต่ต้น
2. การรักษาคู่นอน
ควรให้ คู่นอนทุกคน เข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
3. การรักษาในโรงพยาบาล
ในกรณีที่มีไข้สูง อาเจียนมาก หรือสงสัยมีฝีหนอง จำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้ยาทางหลอดเลือดและเฝ้าระวังอาการ
4. การผ่าตัด
หากพบว่ามีฝีหนองขนาดใหญ่หรือแตก จำเป็นต้องระบายหนองหรือผ่าตัดออก เพื่อป้องกันการติดเชื้อลุกลาม
การป้องกันโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
เป็นวิธีป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ - ตรวจสุขภาพสตรีประจำปี
โดยเฉพาะในผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีอาการตกขาวผิดปกติ - รักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ต้น
การรักษาโรคหนองในหรือหนองในเทียมอย่างรวดเร็วช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลาม - หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดบ่อยๆ
เพราะจะทำให้เชื้อจากภายนอกเข้าสู่มดลูกได้ง่ายขึ้น - ติดตามอาการหลังรักษา PID
หากเคยเป็นมาก่อน ควรติดตามผลกับแพทย์เพื่อป้องกันการอักเสบซ้ำ
การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคนี้
- รับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์สั่ง
- งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย
- แจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจพร้อมกัน
- หากมีไข้สูง ปวดท้องมาก หรืออาเจียนไม่หยุด ควรรีบกลับมาพบแพทย์
สรุป
โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease – PID) เป็นโรคติดเชื้อที่อาจ “ไม่มีอาการ” ในระยะแรก แต่สามารถทำลายระบบสืบพันธุ์ของสตรีอย่างถาวรได้ หากละเลยไม่รักษา
การรู้เท่าทันสัญญาณเตือน การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการ เป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพและโอกาสในการมีบุตรในอนาคต
🔹 แหล่งอ้างอิง
Mayo Clinic. Pelvic Inflammatory Disease (PID) — Symptoms & Causes. Accessed 2024.
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Pelvic Inflammatory Disease (PID) Treatment Guidelines. 2023.
World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections fact sheet. 2022.