เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานที่ส่งผลโดยตรงต่อ
จอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อสำคัญบริเวณผนังด้านหลังของลูกตา ทำหน้าที่รับแสงและเปลี่ยนสัญญาณแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า
ส่งผ่านไปยังสมองผ่านเส้นประสาทตา ทำให้เราสามารถมองเห็นได้
ในระยะแรก โรคนี้มักไม่แสดงอาการ หรือมีปัญหาการมองเห็นเพียงเล็กน้อย
ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากละเลยการตรวจคัดกรอง
แต่หากควบคุมโรคเบาหวานและโรคร่วมอื่น ๆ (เช่น ความดันโลหิตสูง) ได้ไม่ดี
ความเสียหายจะค่อย ๆ ลุกลามไปยังหลอดเลือดเล็ก ๆ ในจอประสาทตา
นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพที่รุนแรงขึ้น และอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ในที่สุด
ความเสี่ยง ของการเกิดเบาหวานขึ้นจอประสาทตาจะเพิ่มตาม:
- ระยะเวลาที่เป็นเบาหวานนานขึ้น
- ระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมได้ไม่ดีอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะ
การควบคุมโรคอย่างจริงจัง และ
การตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ
กับจักษุแพทย์
🔬 พยาธิสรีรวิทยา: กลไกการทำลายหลอดเลือดในจอประสาทตา
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน
เป็นตัวการหลักที่ทำลายหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กที่เลี้ยงจอประสาทตา
ผ่านหลายกลไกสำคัญ ดังนี้:
1. ความเสียหายต่อหลอดเลือดฝอย (Microvascular Damage)
- ความเครียดจากออกซิเดชัน (Oxidative Stress)
และการสร้างผลิตภัณฑ์ไกลเคชั่นขั้นสูง
(Advanced Glycation End Products; AGEs)
ทำลาย:- เซลล์ผนังหลอดเลือด (Endothelial cells)
- เซลล์เพอริไซต์ (Pericytes) ที่ช่วยค้ำจุนผนังหลอดเลือด
- การสูญเสียเพอริไซต์ → ผนังหลอดเลือดอ่อนแอลง แตกง่าย
- เยื่อบุฐานหนาตัว (Basement Membrane Thickening)
ทำให้การแลกเปลี่ยนสารอาหารและของเสียระหว่างเลือดกับจอประสาทตาผิดปกติ - ส่งผลให้เกิด ตุ่มโป่งเล็ก (Microaneurysms)
เป็นถุงเล็ก ๆ โป่งออกจากผนังหลอดเลือด และเป็นจุดเริ่มต้นของการรั่วของน้ำและไขมันเข้าจอประสาทตา
2. ภาวะขาดเลือดและออกซิเจน (Ischemia & Hypoxia)
- หลอดเลือดที่เสียหายและอุดตันทำให้เลือดไปเลี้ยงบางส่วนของจอประสาทตาไม่เพียงพอ
- เกิดภาวะขาดเลือดและออกซิเจนในเนื้อเยื่อ (Retinal Ischemia)
- เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารต่าง ๆ เพื่อพยายามซ่อมแซม แต่กลับนำไปสู่กระบวนการที่เลวร้ายยิ่งขึ้น
3. การสร้างหลอดเลือดใหม่ผิดปกติ (Neovascularization)
- ภาวะขาดออกซิเจนกระตุ้นการหลั่ง
VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) - VEGF ส่งสัญญาณให้ร่างกายสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาชดเชยบริเวณที่ขาดเลือด
- แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้:
- เปราะบางมาก – แตกและรั่วได้ง่าย
- ตำแหน่งผิดปกติ – มักงอกบนผิวจอประสาทตา หรือทะลุเข้าไปในวุ้นตา (Vitreous)
📚 ชนิดและระยะของการดำเนินโรค
เบาหวานขึ้นจอประสาทตาแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามการมีหรือไม่มีการงอกของหลอดเลือดใหม่:
1. ระยะไม่มีหลอดเลือดงอกผิดปกติ (Nonproliferative Diabetic Retinopathy; NPDR)
เป็นระยะเริ่มต้นของโรค ความผิดปกติจำกัดอยู่ในหลอดเลือดเดิม
ยังไม่มีหลอดเลือดใหม่งอกผิดปกติ
ลักษณะทางคลินิก:
- Microaneurysms – จุดโป่งเล็ก ๆ จากหลอดเลือดที่อ่อนแอ เป็นรอยโรคแรกที่ตรวจพบได้
- Dot & Blot Hemorrhages – เลือดออกจุดเล็ก ๆ จากการแตกของหลอดเลือดฝอย
- Hard Exudates – การรั่วของไขมันและโปรตีนออกจากหลอดเลือดสะสมในจอประสาทตา
- Cotton-wool Spots – จุดขาวฟูจากบริเวณเส้นใยประสาทที่ขาดเลือด
ความรุนแรงของ NPDR แบ่งเป็น เล็กน้อย – ปานกลาง – รุนแรง
ตามจำนวนและลักษณะของรอยโรค
แม้จะอยู่ในระยะ NPDR ผู้ป่วยก็อาจมองเห็นแย่ลงได้ หากเกิด
ภาวะบวมน้ำที่จอตรงกลาง (Diabetic Macular Edema; DME) ร่วมด้วย
2. ระยะมีหลอดเลือดงอกผิดปกติ (Proliferative Diabetic Retinopathy; PDR)
เป็นระยะรุนแรง บ่งบอกถึงความเสียหายขั้นสูงของจอประสาทตา
และเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
ลักษณะทางคลินิก:
- Neovascularization – การงอกของหลอดเลือดใหม่ผิดปกติบนจอประสาทตาหรือบริเวณหัวเส้นประสาทตา
หลอดเลือดเหล่านี้เปราะบาง แตกง่าย และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง - Vitreous Hemorrhage – เลือดออกในวุ้นตาจากหลอดเลือดใหม่แตก
- Fibrosis – การสร้างพังผืดและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบหลอดเลือดใหม่
ภาวะบวมน้ำที่จอตรงกลาง (Diabetic Macular Edema; DME)
DME สามารถเกิดได้ในทุกระยะของเบาหวานขึ้นจอประสาทตา
จอตรงกลาง (Macula) เป็นบริเวณสำคัญที่สุดสำหรับการมองเห็นภาพคมชัด
- เกิดจากการรั่วของของเหลวและไขมันจากหลอดเลือดที่เสียหายเข้าไปสะสมในบริเวณจอตรงกลาง
- ทำให้จอตรงกลางหนาและบวม
- หากปล่อยไว้จะทำลายเซลล์รับแสงอย่างถาวร ทำให้การมองเห็นภาพคมชัดลดลงอย่างมาก
🚨 อาการที่ควรสังเกตและภาวะแทรกซ้อนสำคัญ
อาการหลัก
- ไม่มีอาการ – ระยะเริ่มต้นผู้ป่วยมักไม่รู้สึกผิดปกติเลย
- เห็นเงาดำลอยไปมา (Floaters) – จากเลือดหรือพังผืดเล็ก ๆ ในวุ้นตา
- การมองเห็นมัว/เปลี่ยนไป – การมองเห็นอาจพร่ามัวหรือเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้
- มีเงามืดหรือจุดว่างในลานสายตา – บ่งชี้ว่ามีส่วนของจอประสาทตาเสียหาย
หากการมองเห็นลดลงอย่างฉับพลัน หรือเห็น “ม่านดำบังตา”
ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่ทำให้สูญเสียการมองเห็น
- Vitreous Hemorrhage – เลือดออกในวุ้นตา
ทำให้มองเห็นจุดดำลอยมาก หรืออาจมืดสนิทในบางราย
เลือดอาจยุบเองได้ แต่อยู่ในความดูแลของจักษุแพทย์ หากรุนแรงอาจต้องผ่าตัด - Tractional Retinal Detachment – จอตาหลุดลอกแบบดึงรั้ง
พังผืดที่เกิดจากหลอดเลือดใหม่หดตัวและดึงรั้งจอประสาทตาให้หลุดออกจากผนังลูกตา
เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดโดยเร็วเพื่อพยายามรักษาการมองเห็น - Neovascular Glaucoma – ต้อหินจากหลอดเลือดใหม่
หลอดเลือดใหม่อาจไปอุดกั้นทางระบายน้ำในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงมาก
ทำลายเส้นประสาทตาอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การตาบอดถาวรได้ - Blindness – การตาบอดถาวร
เป็นผลรวมของโรครุนแรงที่ไม่ได้รับการรักษา ภาวะ DME ดื้อการรักษา
หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ทำลายจอประสาทตาและเส้นประสาทตา
🩺 การวินิจฉัยและการติดตามผล
การวินิจฉัยเบาหวานขึ้นจอประสาทตาต้องทำโดยจักษุแพทย์
ใช้การตรวจหลายวิธีร่วมกันเพื่อประเมินทั้งระยะโรคและแผนการรักษา
1. การตรวจตาแบบขยายม่านตา (Dilated Eye Exam)
- เป็นการตรวจคัดกรองหลักที่สำคัญที่สุด
- ใช้ยาหยอดตาเพื่อขยายม่านตา ทำให้เห็นจอประสาทตาได้ทั่วถึง
- ค้นหาความผิดปกติ เช่น Microaneurysms, เลือดออก, Exudates, Cotton-wool spots, Neovascularization
- ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง แม้ไม่มีอาการผิดปกติ
2. การถ่ายภาพจอประสาทตา (Fundus Photography)
- ใช้กล้องถ่ายภาพสีของจอประสาทตา
- บันทึกรอยโรคไว้เพื่อเปรียบเทียบและติดตามการลุกลามของโรค
3. การตรวจด้วย OCT (Optical Coherence Tomography)
- เป็นการถ่ายภาพตัดขวางของจอประสาทตาด้วยแสง ให้รายละเอียดสูง
- ใช้ประเมินภาวะ DME และความหนาของจอประสาทตา
- ช่วยเห็นพังผืดหรือการดึงรั้งบริเวณจอตรงกลาง
4. การฉีดสีตรวจหลอดเลือดจอประสาทตา (Fluorescein Angiography; FA)
- ฉีดสีย้อมฟลูออเรสซีนเข้าหลอดเลือดดำ จากนั้นถ่ายภาพจอประสาทตา
- ช่วยให้เห็น:
- หลอดเลือดผิดปกติ
- หลอดเลือดอุดตัน
- จุดรั่วของหลอดเลือด เพื่อวางแผนเลเซอร์หรือการรักษาอื่น
💊 แนวทางการรักษา
การรักษาเบาหวานขึ้นจอประสาทตาขึ้นอยู่กับระยะของโรคและการมีภาวะ DME หรือ PDR ร่วมด้วย
โดยมีหลักใหญ่ดังนี้:
1. ควบคุมโรคเบาหวานและโรคร่วม (Systemic Control)
เป็นหัวใจสำคัญสำหรับทุกระยะของโรค
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงเป้าหมาย (เช่น HbA1C ตามที่แพทย์กำหนด)
- ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- ควบคุมไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
- เลิกบุหรี่และหลีกเลี่ยงยาสูบทุกชนิด
2. การรักษาภาวะบวมน้ำที่จอตรงกลาง (Diabetic Macular Edema; DME)
- การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injections)
โดยเฉพาะยากลุ่มต้าน VEGF (Anti-VEGF) ซึ่งช่วยลดการรั่วของหลอดเลือดและลดบวมน้ำ
เป็นการรักษาหลักในปัจจุบัน - Laser Photocoagulation แบบ Focal/Grid
ใช้ยิงเลเซอร์เฉพาะจุดเพื่อลดการรั่วของหลอดเลือดรอบจอตรงกลาง ในบางกรณีหรือร่วมกับการฉีดยา
3. การรักษา Proliferative Diabetic Retinopathy (PDR)
- Panretinal Photocoagulation (PRP)
ยิงเลเซอร์ทั่วบริเวณส่วนรอบนอกของจอประสาทตาที่ขาดออกซิเจน
ช่วยลดการผลิต VEGF และทำให้หลอดเลือดใหม่ฝ่อลง
อาจทำให้ลานสายตาด้านข้างแคบลงเล็กน้อย แต่ช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรงได้ - Vitrectomy – การผ่าตัดวุ้นตา
ใช้ในภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น:- เลือดออกในวุ้นตาที่ไม่ยุบเอง
- จอตาหลุดลอกแบบดึงรั้ง
เป็นการผ่าตัดนำวุ้นตาที่มีเลือดหรือพังผืดออก และช่วยให้จอประสาทตากลับเข้าที่
🛡️ การป้องกันและการดูแลตนเอง
แม้จะไม่สามารถป้องกันเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้ทั้งหมด
แต่สามารถลดความเสี่ยงและชะลอความเสื่อมได้มากด้วยการดูแลตนเองอย่างมีวินัย:
- จัดการโรคเบาหวานอย่างจริงจัง
- รับประทานอาหารเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์/นักโภชนาการ
- ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หากไม่มีข้อห้าม
- ใช้ยา/อินซูลินตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- ติดตามระดับน้ำตาลและค่า HbA1C อย่างสม่ำเสมอ
- ควบคุมความดันโลหิตและไขมัน
รักษาให้อยู่ในเป้าหมายที่เหมาะสม เพื่อลดการทำลายหลอดเลือดจอประสาทตา - เลิกบุหรี่
ลดความเสี่ยงและความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนทางตาและหลอดเลือดทั่วร่างกาย - สังเกตสัญญาณการมองเห็นผิดปกติ
หากมีอาการมัว เห็นจุดดำลอยมากผิดปกติ เห็นแสงฟ้าแลบ หรือมีเงาดำบังลานสายตา
ควรรีบพบจักษุแพทย์โดยเร็ว - ตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจตาแบบขยายม่านตาอย่างน้อยปีละครั้ง
หรือถี่กว่านั้นหากแพทย์แนะนำ โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์
สรุป
เบาหวานขึ้นจอประสาทตาเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เริ่มอย่างเงียบเชียบ
แต่สามารถทำลายการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้อย่างรุนแรง
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดอย่างจริงจัง
ถือเป็นการลงทุนที่สำคัญในการปกป้องดวงตาในระยะยาว
การตรวจตาแบบขยายม่านตาเป็นประจำทุกปี
เป็นมาตรการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพสูง
ช่วยให้พบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและสามารถรักษาได้ทันเวลา
หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เช่น การฉีดยาต้าน VEGF หรือการทำ PRP และ/หรือผ่าตัดวุ้นตา
ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถชะลอหรือหยุดการลุกลามของโรค และรักษาการมองเห็นไว้ได้ในระยะยาว
แหล่งอ้างอิงหลัก
Mayo Clinic. Diabetic retinopathy — Symptoms & causes. ปรับปรุงล่าสุด 13 สิงหาคม 2025. Mayo Clinic.