Translated by AI

เข้าใจผลตรวจสุขภาพ ใช้ชีวิตสุขภาพดีอย่างมั่นใจ

ในรายงานผลตรวจสุขภาพจะมีตัวเลขมากมาย ตัวเลขเหล่านี้สามารถบอกอะไรเราได้บ้าง? ที่จริงแล้ว วัตถุประสงค์หลักของการตรวจสุขภาพก็เพื่อกระดาษรายงานผลแผ่นนี้ แต่หากเราไม่ศึกษาและทำความเข้าใจกับมัน การตรวจสุขภาพอาจไม่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพอย่างที่ต้องการ เพราะเราไม่สามารถเข้าใจสภาพร่างกายของตัวเองอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถนำผลการตรวจไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงพฤติกรรมการใช้ชีวิต

อ่านเรื่องรายการตรวจสุขภาพพื้นฐานเพิ่มเติมที่นี่ 

ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ของเลือด โดยการตรวจปริมาณและลักษณะของเม็ดเลือดสามชนิด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เพื่อตรวจสอบความผิดปกติและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคโลหิตจาง โรคเลือดข้น หรือแม้กระทั่งมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ค่าสำคัญใน CBC ที่ควรรู้

  1. ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ฮีโมโกลบินคือโปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย 
  • ค่าปกติ:
    • ผู้ชาย: 13-17 กรัมต่อเดซิลิตร
    • ผู้หญิง: 12-16 กรัมต่อเดซิลิตร

หากค่าต่ำ อาจบ่งชี้ถึงภาวะโลหิตจาง ซึ่งอาจเกิดจากการเสียเลือด การขาดธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือกรดโฟลิก หากค่าสูง อาจเป็นสัญญาณของโรคเลือดข้น ซึ่งอาจเกิดจากภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง

  1. ฮีมาโทคริต (Hematocrit) ฮีมาโทคริตแสดงถึงสัดส่วนปริมาตรของเซลล์เม็ดเลือดแดงในเลือดทั้งหมด เป็นการบอกความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง 
  • ค่าปกติ:
    • ผู้ชาย: 40-55%
    • ผู้หญิง: 36-47%

การตีความฮีมาโทคริตคล้ายกับฮีโมโกลบิน หากต่ำอาจเป็นโลหิตจาง หากสูง อาจมีภาวะเลือดข้น

  1. จำนวนเกล็ดเลือด (Platelet Count) เกล็ดเลือดมีหน้าที่สำคัญในการแข็งตัวของเลือดเมื่อร่างกายบาดเจ็บ
  • ค่าปกติ: 150,000-400,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร

หากจำนวนเกล็ดเลือดต่ำ อาจมีอาการเลือดออกง่าย มีจุดเลือดออกสีแดงกระจายตามแขนขา หรือเลือดออกตามไรฟัน

  1. จำนวนเม็ดเลือดขาว (White Blood Cell Count) เม็ดเลือดขาวเป็นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคและสารแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
  • ค่าปกติ: 4,000-11,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร

หากค่าต่ำกว่าปกติ อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส การใช้ยา การได้รับสารเคมีหรือรังสี หรือโรคที่เกี่ยวกับไขกระดูก ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย หากค่าสูงกว่าปกติ มักเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อการอักเสบหรือติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม เซลล์เม็ดเลือดขาวที่สูงหรือต่ำมากผิดปกติอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก็ได้

การทำงานของไต

ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดในรูปของปัสสาวะ ผลิตฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ค่าไตที่ผิดปกติอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคนิ่วในไต โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคไตเรื้อรัง หรือโรคเส้นเลือดฝอยที่ไตอักเสบ

การตรวจค่าไตจากเลือดมีประสิทธิภาพดีสำหรับการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำ เช่น วิธี BUN, Creatinine และ eGFR

ค่าสำคัญในการตรวจไต

  1. BUN (Blood Urea Nitrogen) เป็นการตรวจค่าไนโตรเจนจากสารยูเรียในเลือด ซึ่งเป็นของเสียที่ไตควรขับออกได้ตามปกติ
  • ค่าปกติ: 7-20 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

หากค่า BUN สูง อาจหมายถึงไตทำงานผิดปกติ หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ทางเดินปัสสาวะอุดตัน ภาวะขาดน้ำ เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือภาวะหัวใจวาย

  1. ครีเอทินิน (Creatinine) เป็นของเสียจากการเผาผลาญของกล้ามเนื้อ ไตที่ทำงานปกติจะสามารถขับครีเอทินินออกจากเลือดได้
  • ค่าปกติ:
    • ผู้ชาย: 0.7-1.3 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
    • ผู้หญิง: 0.6-1.1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ระดับครีเอทินินที่สูงกว่าปกติ บ่งบอกว่าไตอาจทำงานผิดปกติ

  1. eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) เป็นการประเมินอัตราการกรองเลือดของไตว่าสามารถกรองเลือดได้เท่าไรใน 1 นาที
  • ค่าปกติ: ไม่ควรน้อยกว่า 90 มิลลิลิตรต่อนาที

ค่า eGFR ต่างจากค่าอื่นๆ ตรงที่ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแสดงว่าไตทำงานได้ดี หากค่า eGFR ลดต่ำลงจนถึงระดับ 15 อาจหมายถึงไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งอาจต้องฟอกเลือดหรือปลูกถ่ายไต

น้ำตาลในเลือด

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจะต้องทำหลังจากงดอาหารและเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่ (ยกเว้นน้ำเปล่า) อย่างน้อย 8 ชั่วโมง

ค่าปกติและการแปลผล

  • ปกติ: 70-99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน (Pre-diabetes): 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • เบาหวาน: 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอาจบ่งบอกถึงภาวะก่อนเบาหวานหรือโรคเบาหวาน ซึ่งต้องการการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและอันตรายต่อชีวิตได้

ไขมันในเลือด

การตรวจไขมันในเลือดต้องงดอาหารและน้ำก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 12 ชั่วโมง โดยปกติแล้ว ร่างกายเราจะมีไขมัน 2 ชนิด คือ 

  1. คอเลสเตอรอล (Cholesterol) คอเลสเตอรอลมาจาก 2 แหล่ง คือ ร่างกายสร้างขึ้นเองประมาณ 75% และได้รับจากอาหารอีก 25% อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ได้แก่ อาหารทะเล เช่น ปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม เครื่องในสัตว์ ไข่แดง นม เนย เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อแดง ไขมันทรานส์ อาหารหวาน มัน เค็ม 

คอเลสเตอรอลแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 

  1. ชนิดความหนาแน่นต่ำ (Low density lipoprotein – LDL) หรือไขมันชนิดที่ไม่ดี มักสะสมในผนังหลอดเลือด และนำไปสู่โรคโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และหลอดเลือดสมองตีบ

อ่านเรื่องโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มเติมที่นี่ https://www.bnhhospital.com/th/article/stroke

  1. ชนิดความหนาแน่นสูง (High density lipoprotein – HDL) หรือไขมันชนิดที่ดี ช่วยขจัดไขมันชนิดไม่ดีออกไปจากกระแสเลือด ลดการสะสมของไขมันและคอเลสเตอรอล 
  2. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) อาจเพิ่มสูงขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานอาหารไขมันสูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตซึ่งร่างกายเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ หรือยาบางชนิด 

ค่าปกติของไขมันในเลือด

  • คอเลสเตอรอลรวม: น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • LDL (ไขมันไม่ดี): น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (สำหรับคนปกติ) หรือน้อยกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (สำหรับผู้ป่วยเสี่ยงสูง)
  • HDL (ไขมันดี): มากกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และมากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง
  • ไตรกลีเซอไรด์: น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

การทำงานของตับ (ALT, AST, ALP, Total Bilirubin, Direct Bilirubin)

ตับทำหน้าที่สำคัญหลายอย่างในร่างกาย ได้แก่ การสร้างสารต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เช่น กรดอะมิโน โปรตีน น้ำตาลกลูโคส เอนไซม์ต่างๆ สารที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด สร้างและลำเลียงน้ำดีเพื่อย่อยและดูดซึมไขมัน กรองของเสียและสารพิษตกค้างในเลือด สร้างภูมิคุ้มกันและกำจัดเชื้อโรค

การตรวจการทำงานของตับทำได้โดยการตรวจ Total bilirubin/Direct bilirubin และการตรวจการบาดเจ็บของเซลล์ตับทำได้โดยการตรวจ AST, ALT, ALP

1. Bilirubin

Bilirubin คือสิ่งที่หลงเหลือเมื่อฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลาย จับตัวกับ Albumin ในกระแสเลือด และถูกนำมาที่ตับเพื่อขจัดออกทางน้ำดี และอุจจาระ ค่า Bilirubin ที่สูงในเลือดอาจบ่งบอกว่าท่อน้ำดีอาจมีปัญหา เช่น อุดตัน หรือเซลล์ตับมีความผิดปกติ หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคภาวะเม็ดเลือดแดงแตกหรือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

ถ้าระดับ Total Bilirubin สูงกว่าปกติ แสดงว่าประสิทธิภาพในการกำจัดของเสียของตับลดลง ตับที่ทำงานได้ดีจะทำให้ค่า Direct Bilirubin น้อย เพราะ Indirect Bilirubin ถูกตับแปรสภาพให้กลายเป็น Direct Bilirubin ได้เกือบทั้งหมดและนำไปผลิตเป็นกรดน้ำดีเพื่อย่อยไขมันได้ทั้งหมด

 ช่วงค่าปกติของ Bilirubin 

  • Total Bilirubin: 0.20 – 1.20 mg/dL
  • Direct Bilirubin: 0 – 0.5 mg/dL

2. การบาดเจ็บของเซลล์ตับ ALT, AST, ALP

การตรวจเอนไซม์ ALT และ AST ALT (Alanine Transaminase) และ AST (Aspartate Transaminase) เป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งในเซลล์ตับที่ร่างกายใช้เพื่อเผาผลาญโปรตีนเป็นพลังงาน ในเวลาปกติ เอนไซม์เหล่านี้จะถูกพบไม่มากในเลือด แต่เมื่อเซลล์ได้รับบาดเจ็บ เอนไซม์เหล่านี้ในกระแสเลือดจะสูงขึ้น

ALT จะพบได้ในตับเท่านั้น ส่วนเอนไซม์ AST ยังพบได้ในเซลล์สมอง หัวใจ ไต รวมถึงกล้ามเนื้ออีกด้วย การตรวจค่าเอนไซม์ดังกล่าวอาจบ่งบอกภาวะหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ภาวะตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ 

ค่าปกติ

  • AST:  5 – 35 U/L 
  • ALT: 0 – 40 U/L 

การตรวจเอนไซม์ ALP การตรวจ ALP ทำได้โดยการตรวจเลือดของผู้ที่งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เอนไซม์ ALP (Alkaline phosphatase) มักจะถูกผลิตโดยอวัยวะต่างๆ ที่มีความผิดปกติและผลิตขึ้นจากโปรตีน เช่น ตับ กระดูก ไต ลำไส้เล็ก เมื่อตับมีความผิดปกติขึ้น เช่น ตับอักเสบ มะเร็งตับ ค่า ALP ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ค่า ALP ที่ต่ำอาจบ่งบอกว่าร่างกายอาจขาดโปรตีน แมกนีเซียม หรือวิตามินซี

ค่าปกติของ ALP: 30 – 120 U/L

ทั้งนี้ ค่า ALP ยังสามารถพบได้ในกระดูกด้วย จึงควรต้องตรวจค่า GGT (Gamma glutamyl transferase) ประกอบด้วยเพื่อตรวจหาความผิดปกติเฉพาะที่ตับเท่านั้น

ฮอร์โมนไทรอยด์

ฮอร์โมนไทรอยด์ผลิตโดยต่อมไทรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญอาหาร อุณหภูมิของร่างกาย ไขมันในเลือด การตรวจทำได้โดยตรวจวัดฮอร์โมน 2 ชนิดคือ Triiodothyronine (T3) และ Thyroxine (T4) นอกจากนี้อาจมีการตรวจร่วมกับการทำงานของต่อมใต้สมอง (Thyroid-Stimulating Hormone: TSH) ซึ่งเป็นการวัดฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง ที่มีหน้าที่ควบคุมการผลิตฮอร์โมน T3 และ T4 ของต่อมไทรอยด์

เมื่อพบระดับของ TSH ต่ำ แต่ฮอร์โมน T3 และ T4 สูง อาจมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน หรือไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) แต่ถ้าระดับของ TSH สูง แต่ฮอร์โมน T3 และ T4 ต่ำ ผู้นั้นอาจมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ หรือภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism)

  • ค่าปกติของฮอร์โมนไทรอยด์
  • TSH: 0.5-5.0 mU/L
  • T3 : 80-200 ng/dL
  • T4 : 4.5-12.5 µg/dL

กรดยูริคในเลือด

ส่วนใหญ่ของกรดยูริคในเลือดถูกผลิตโดยร่างกาย เกิดจากการที่ร่างกายเผาผลาญสารพิวรีน (Purines) และขับกรดยูริคออกทางไต แต่เมื่อร่างกายได้รับสารพิวรีนมากเกินไป หรือร่างกายมีปัญหาในการขับกรดยูริค ก็อาจก่อให้เกิดภาวะกรดยูริคในเลือดสูงได้

หากปล่อยไว้นาน กรดยูริคจะตกตะกอนและตกผลึกยูเรตในข้อ เนื้อเยื่อ และใต้ผิวหนัง ก่อให้เกิดอาการข้ออักเสบและก้อนที่บริเวณต่างๆ อาการนี้หากไม่รักษา อาจเป็นโรคเกาต์ระยะข้ออักเสบเรื้อรังได้

กรดยูริคในร่างกายมักผลิตจากร่างกายเองและอีกส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยได้รับจากอาหารโดยตรง อาหารที่มีกรดยูริคสูง ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องในสัตว์ อาหารที่มีรสหวานหรือไขมันสูง นอกจากนี้ ภาวะกรดยูริคสูงอาจสัมพันธ์กับภาวะอ้วน โรคทางพันธุกรรม หรือยาบางชนิดก็ได้

  • ช่วงค่าปกติของกรดยูริค 
  • ผู้ชาย: 3.5-7.2 mg/dl
  • ผู้หญิง: 2.6-6.0 mg/dl

วิตามินดีในเลือด

วิตามินดีมีหน้าที่สำคัญหลายอย่างในร่างกาย ได้แก่ ช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่รับประทานเข้าไปเพื่อสร้างกระดูกและฟัน และยังช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกบางอีกด้วย วิตามินดียังช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์ซึ่งทำให้เกิดการสลายกระดูก

หน้าที่สำคัญของวิตามินดีอีกประการก็คือเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานได้ตามปกติ โดยการช่วยให้เม็ดเลือดขาวฆ่าเชื้อโรคและจับเชื้อโรคได้ดีขึ้น สร้างสมดุลระบบภูมิคุ้มกันจำเพาะ ควบคุมการทำงานของทีเซลล์ (T cells) และบีเซลล์ (B cells) และป้องกันการติดเชื้อด้วย

  • ช่วงค่าปกติของวิตามินดี 
  • ระดับวิตามินดีในเลือด 25(OH)D น้อยกว่า 20 ng/mL: ขาดวิตามินดี
  • ระดับวิตามินดีในเลือด 25(OH)D ระหว่าง 20-30 ng/mL: พร่องวิตามินดี
  • ระดับวิตามินดีในเลือด 25(OH)D มากกว่า 30 ng/mL: ปกติ

การตรวจปัสสาวะ 

การตรวจปัสสาวะเป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในปัสสาวะ เพื่อวิเคราะห์หาความผิดปกติ เช่น สี ความใส ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ความถ่วงจำเพาะ (specific gravity) โปรตีน น้ำตาล เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และแบคทีเรีย สามารถตรวจหาโรคได้หลากหลาย เช่น โรคทางไต เช่น ไตอักเสบ ไตเสื่อม โรคเบาหวาน หากปัสสาวะมีน้ำตาล การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เช่น เม็ดเลือดขาวหรือแบคทีเรียในปัสสาวะ นิ่วในไต อาจมีเม็ดเลือดแดงหรือผลึกนิ่ว หรือภาวะขาดน้ำ หากปัสสาวะมีสีเข้มและมีความถ่วงจำเพาะสูง 

การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจสุขภาพที่ง่าย ไม่เจ็บตัว และสามารถคัดกรองความผิดปกติหลายอย่างในร่างกายที่ไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก

วิธีการเก็บปัสสาวะที่ถูกต้องจะต้องเก็บด้วยมือที่ผ่านการล้างทำความสะอาด และอวัยวะเพศควรได้รับการทำความสะอาดก่อนการเก็บปัสสาวะ จากนั้นให้ผู้เก็บปัสสาวะปัสสาวะทิ้งไปก่อนและเก็บปัสสาวะส่วนกลางใส่ในภาชนะที่สะอาดอย่างน้อย 15-20 มิลลิลิตร

  • ค่าปกติของปัสสาวะ 
  • สีของปัสสาวะ: ใส เหลืองอ่อน หรือเหลืองอำพัน 
  • ปริมาตร: 600-1,800 มิลลิลิตร/วัน
  • ค่าความถ่วงจำเพาะ: 1.002-1.040
  • ความเป็นกรด-ด่าง: 4.5-8.0

การเอกซเรย์ปอด 

การเอกซเรย์ปอดคือการตรวจอวัยวะภายในที่อยู่ในช่องอกด้วยการฉายรังสีเอกซ์ผ่านช่องอกไปยังแผ่นฟิล์มที่อยู่ด้านหลัง เพื่อบันทึกภาพช่องอกลงบนแผ่นฟิล์มนั้น การตรวจเอกซเรย์นั้นจะทำให้เราติดตามสุขภาพของอวัยวะภายในในช่องอกได้ ได้แก่ ปอด โครงกระดูก และหัวใจ เช่น กระดูกที่แตก คด หรืองอ ขนาดและปริมาณของปอด การติดเชื้อหรือการเกิดเนื้องอกที่ปอด ความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด และทำให้ทราบถึงการทำงานที่ผิดปกติของระบบการไหลเวียนของเส้นเลือด โครงสร้างกระดูก การทำงานของหัวใจ และระบบทางเดินหายใจ 

สำหรับการเตรียมตัวเพื่อเข้ารับการเอกซเรย์ปอด ให้สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย และงดใส่เครื่องประดับที่ทำจากโลหะ

ภาพเอกซเรย์ปอดที่ปกติ: ปอดมีรูปร่างปกติ ไม่มีจุดหรือก้อน กระดูกซี่โครงหรือไหปลาร้าเรียงตัวกันในแนวปกติ หัวใจมีขนาดปกติ 

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography หรือ EKG) เป็นการตรวจหาความผิดปกติของหัวใจด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าบริเวณหัวใจที่หัวใจปล่อยออกมาเพื่อกระตุ้นการเต้นและสูบฉีดเลือดของหัวใจ โดยการ กระตุ้นการบีบตัวของห้องหัวใจ ประสานการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย 

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะช่วยตรวจสอบจังหวะการเต้นของหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจ ลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ระบบการลำเลียงและการสูบฉีดเลือด การทำงานของเส้นเลือดหัวใจ 

หากตรวจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกโรคหรือความผิดปกติ เช่น ภาวะหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ ภาวะหัวใจเต้นสะดุด หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ เส้นเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจโต โรคบางโรคอาจต้องวินิจฉัยประกอบกับอาการอื่น ๆ ด้วย 

แพทย์จะตรวจตามขั้นตอนดังนี้ ติดแผ่นสื่อนำคลื่นไฟฟ้า (Electrode) ที่จุดต่าง ๆ บนร่างกาย เช่น หน้าอก แขน เท้า เมื่อเปิดเครื่องตรวจ เครื่องจะแสดงผลการวัดกระแสคลื่นไฟฟ้าออกมาเป็นกราฟไฟฟ้าหัวใจ

  • อัตราการเต้นของหัวใจที่ปกติ
  • 60-100 ครั้งต่อนาที: ปกติ
  • เกิน 100 ครั้งต่อนาที: มีภาวะหัวใจเต้นเร็ว
  • เกิน 150 ครั้งต่อนาที : อยู่ในขั้นอันตราย

การตรวจอุจจาระ 

การตรวจอุจจาระ (Stool Examination) คือการนำอุจจาระไปตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบความผิดปกติในภายในระบบทางเดินอาหาร โดยมีความสำคัญดังนี้:

ตรวจหาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ หรือโปรโตซัว ซึ่งมักเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test) ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือแผลในระบบทางเดินอาหาร โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ตรวจหาการย่อยและการดูดซึมที่ผิดปกติ หรืออาจใช้เพื่อติดตามผลการรักษา ผู้ป่วยที่กำลังรักษาอาการติดเชื้อหรือพยาธิในร่างกาย อาจตรวจอุจจาระเพื่อติดตามการติดเชื้อหรือไข่พยาธิได้

การตรวจอุจจาระที่พบบ่อย ได้แก่ Stool Routine ตรวจลักษณะ สี กลิ่น ความเหนียว การมีมูก เลือด ไขมัน,

Stool Culture เพาะเชื้อเพื่อตรวจหาสาเหตุของโรคจากแบคทีเรีย, Stool for Ova and Parasites ตรวจหาไข่พยาธิหรือโปรโตซัว, Fecal Occult Blood Test ตรวจหาเลือดที่ปนในอุจจาระ, Calprotectin/Fecal Lactoferrin ใช้ประเมินภาวะลำไส้อักเสบ

การตรวจอัลตราซาวด์

การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound หรือ Sonography) คือการตรวจวินิจฉัยร่างกายด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โดยไม่ใช้รังสีเอกซเรย์ จึงปลอดภัยต่อร่างกาย คลื่นเสียงนี้จะสะท้อนภายในอวัยวะภายในต่าง ๆ ในร่างกายและแสดงผลเป็นภาพบนหน้าจอ แพทย์จะสามารถประเมินรูปร่าง ขนาด ตำแหน่ง และความผิดปกติของอวัยวะภายในได้อย่างชัดเจน

  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Upper Abdomen)

อวัยวะที่ตรวจได้ ได้แก่ ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ม้าม ไต ท่อน้ำดี หลอดเลือดใหญ่ (เช่น Abdominal Aorta) ใช้ตรวจหาก้อนเนื้อ ซีสต์ หรือมะเร็งในตับ ตับอ่อน หรือไต นิ่วในถุงน้ำดีหรือไต ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง ไขมันพอกตับ หลอดเลือดโป่งพองในช่องท้อง ภาวะน้ำในช่องท้อง (Ascites)

  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง (Lower Abdomen)

อวัยวะที่ตรวจได้ ได้แก่ กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก มดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ ลำไส้ส่วนล่างบางส่วน การอัลตราซาวด์บริเวณนี้สามารถตรวจหาก้อนเนื้องอกหรือซีสต์ในรังไข่ มดลูก หรือกระเพาะปัสสาวะ ภาวะมดลูกโต เนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ หรือช็อกโกแลตซีสต์ ต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ประเมินอาการปวดท้องน้อยหรือท้องน้อยบวมโต

สรุป

การเข้าใจผลตรวจสุขภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลสุขภาพของเราเอง ค่าต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่เป็นข้อมูลที่บอกเราถึงสภาพร่างกายของเราและช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม

หากพบว่าค่าใดค่าหนึ่งผิดปกติ ไม่ต้องตกใจ แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพประจำปีจึงสำคัญ เพราะทำให้เราติดตามสภาพร่างกายของเราในปัจจุบันและปรับเปลี่ยนวิธีดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หมายเหตุ: ค่าปกติที่ระบุในบทความนี้เป็นค่าโดยทั่วไปและอาจแตกต่างกันไปตามห้องปฏิบัติการแต่ละแห่ง ควรใช้ค่าอ้างอิงที่ระบุในรายงานผลตรวจของท่านเป็นหลัก และปรึกษาแพทย์สำหรับการตีความผลและวางแผนการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม

Ref: The Thai Society of Hematology | Mahidol | BNH Hospital | Chula | Siriraj Hospital

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • นพ. จรัน มาลฮอตรา

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชปฏิบัติทั่วไป

  • พญ. จิตติมา ทมาภิรัต

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

  • พญ. ฑุติพร เหลืองสุวิมล

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ

  • พญ. พรพิมล ศรีสุภรวาณิชย์

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • พญ. เกษณี โอฬารเสถียรกุล

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป, เวชศาสตร์เขตร้อน

  • นพ. วัศพล กุลธวัชวิชัย

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ป้องกัน เวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว

  • นพ. อธิวิทย์ สินอยู่

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ครอบครัว