การทานมังสวิรัติกับเจ

หลายท่านคงคุ้นเคยกับการทานอาหารมังสวิรัติกันเป็นอย่างดี
แต่การทานมังสวิรัติกับเจนั้นมีความต่างกันอยู่พอสมควรเลยค่ะ

มังสวิรัติหรือ vegetarian นั้นคือการทานอาหารจำพวกพืชผักและผลไม้เป็นหลัก
รวมทั้งข้าวหรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากข้าว หรือพืชตระกูลถั่ว เช่น เต้าหู้ หรือเมล็ด เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น

มังสวิรัตินั้นจะไม่ทานเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ใหญ่หรือเนื้อแดง เนื้อสัตว์ปีก อาหารทะเลและเนื้อสัตว์อื่นๆ
แต่สามารถทานนมและไข่ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมและไข่ได้ เช่น ขนมปัง

มังสวิรัติประเภทเคร่งครัดหรือ Vegan นั้นคือการทานอาหารจำพวกพืชผักผลไม้เพียงอย่างเดียว
โดยไม่มีทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ นม หรือ ผลิตภัณฑ์ที่มาจากไข่และนม เป็นส่วนประกอบของอาหารนั้นๆเลย ไม่เว้นแม้แต่น้ำผึ้ง ยีสต์ และเจลาติน
รวมถึงการไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์หรือเบียดเบียนสัตว์ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือเครื่องสำอางที่มีการทดลองกับสัตว์

ส่วนอาหารเจนั้นก็จะมีการเพิ่มข้อห้ามในการทานผัก 5 ชนิดที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่ายและใบยาสูบ

จะเห็นได้ว่า มังสวิรัติทั้ง 3 ประเภทนี้ จะไม่มีอาหารหรือส่วนประกอบที่มาจากเนื้อสัตว์เลย แต่ก็มิได้หมายความว่าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารประเภทโปรตีน
โดยคนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติสามารถได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนจากอาหารจำพวกถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลิสง เป็นต้น

ทั้งนี้การทานเจหรือมังสวิรัติในแง่การปฏิบัติธรรม มีเป้าหมายสำคัญตรงที่การปฏิบัติธรรมในส่วนของการถือศีล
คือไม่กระทำปาณาติบาต เป็นการมองด้วยเหตุผลที่เชื่อมโยงกัน ไล่ตั้งแต่สาเหตุที่ทำให้สัตว์ต้องถูกฆ่า ซึ่งส่วนหนึ่งคือ การฆ่าเพื่อนำไปเป็นอาหารของมนุษย์
หากมนุษย์ไม่กินเนื้อสัตว์ โลกก็จะเกิดสันติสุข ปราศจากการเบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกัน และไม่มีเวรต่อกันในแง่ของการเบียดเบียนชีวิต
เป็นการปลูกฝังจิตใจของชาวพุทธแบบนิกายมหายาน เพื่อให้เป็นผู้มีจิตเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดังเช่น พระโพธิสัตว์ที่มีเมตตากรุณาต่อทุกชีวิต

เราสามารถเริ่มทานมังสวิรัติได้โดยง่ายเช่น ทานทุกวันพระ ทุกวันเกิดของเรา หรือทานวันละหนึ่งมื้ออาหาร
แค่นี้ก็จะได้อานิสงส์จากการถือศีล ละเว้นเนื้อสัตว์แล้วค่ะ